วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ

คู่มือโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ

โครงการพัฒนาโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ




ปีการศึกษา ๒๕๕๒
ในหัวข้อประจำปี
“ลดเลิกพฤติกรรมเสี่ยง เพิ่มงานจิตอาสา พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง”













www.moralproject.net



กระบวนทัศน์พระราชทาน “เรียนความรู้ ทำการงาน และทำความดี”

“เด็ก ๆ นอกจากจะต้องเรียนความรู้แล้วยังต้องหัดทำการงานและทำความดีด้วย
เพราะการทำงานจะช่วยให้มีความสามารถ มีความขยันอดทนพึ่งตนเองได้
และการทำดีนั้นจะช่วยให้มีความสุขความเจริญ ทั้งป้องกันตนไว้ไม่ให้ตกต่ำ”

พระบรมราโชวาท พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็ก
ประจำปี ๒๕๓๐



พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส
ประธานโครงการประกวดโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ
ประธานกลุ่มกัลยาณมิตรเพื่อการเสริมสร้างเครือข่ายวิถีพุทธ
คู่มือโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ “เยาวชนไทย ทำดี ถวายในหลวง” /
กรุงเทพฯ : กคพ., ๒๕๕๒
๒๔ หน้า
ISBN xxx-xxx-xxxx-xx-x
๑. โครงงาน ๒.คุณธรรมจริยธรรม ๓.เฉลิมพระเกียรติ

คู่มือโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ “เยาวชนไทย ทำดี ถวายในหลวง”
พิมพ์ครั้งที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๒ (E-Book Version)
สิ่งพิมพ์อันดับที่ ๑/๒๕๕๒
จำนวน x,xxx เล่ม (ยังขาดงบประมาณในการจัดพิมพ์)
ผู้จัดพิมพ์เผยแพร่ กลุ่มกัลยาณมิตรเพื่อการเสริมสร้างเครือข่ายวิถีพุทธ (กคพ.)
มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ
๙/๙ หมู่๕ ซอย๓๓ ถ.พระราม๒ แขวงท่าข้าม
เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ๑๐๑๕๐
โทร. ๐๒-๘๔๐-๒๕๐๑-๔ โทรสาร. ๐๒-๘๗๐-๗๕๑๔
เวบไซต์ www.moralproject.net
อีเมล์ moralproject@gmail.com





สารบัญ

หน้า
โครงงานคุณธรรม ๑
โครงงานคุณธรรมคืออะไร? ๑
การเรียนรู้ที่ไม่จำกัด EDUCATION FOR ALL ๑
องค์รวมแห่งความดี ที่ไร้ขีดจำกัด ๑
การทำดีเชิงรุกพร้อมกับการเรียนรู้ชีวิตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ๒
แก่นการเรียนรู้คือ “ร่วมกัน ทำดี อย่างมีปัญญา” ๓
แบบจำลองระบบการศึกษา ๑-๒-๓-๔ ๔
๖ ขั้นตอนในการทำโครงงานคุณธรรม ๗
ขั้นตอนที่ ๑ การตระหนักรู้และพิจารณาเลือกหัวเรื่องหรือประเด็นปัญหา ๗
ขั้นตอนที่ ๒ การรวบรวมประมวลข้อมูลและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ๗
ขั้นตอนที่ ๓ การจัดทำร่างโครงงาน ๙
ขั้นตอนที่ ๔ การดำเนินการโครงงาน ๑๐
ขั้นตอนที่ ๕ การสรุปประเมินผลและเขียนรายงาน ๑๑
ขั้นตอนที่ ๖ การนำเสนอโครงงาน ๑๑
หลักเกณฑ์การพิจารณา ๑๒
การประเมินร่างโครงงาน ๑๔
การประเมินโครงงาน ๑๕
ภาคผนวก ก. โครงการพัฒนาโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ ๑๖
โครงงานสื่อคุณธรรม, โครงงานวิทย์-คุณธรรม, โครงงานธุรกิจคุณธรรม ๑๖
โครงงานการเมืองคุณธรรม, ศูนย์การเรียนรู้โครงงานคุณธรรมฯ ๑๗
ภาพรวมการประกวดโครงงานคุณธรรมระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ๑๘
ใบสมัคร เข้ารับการประเมินศูนย์การเรียนรู้โครงงานคุณธรรมฯ รอบที่ ๑ ๑๙
ตารางประมวลสรุปความก้าวหน้าโครงงานคุณธรรมฯ ๒๐
ภาคผนวก ข. รายงานโครงงานและสื่อนำเสนอโครงงาน ๒๑
ตัวอย่าง สรุปย่อโครงงานใน ๑ หน้ากระดาษ ๒๓
ตัวอย่าง ผังสรุปมโนทัศน์ฯ แบบตารางวิเคราะห์คำถาม ๕ ข้อ ๒๔
ภาคผนวก ค. ปฏิทินงานโครงการฯ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ ๒๕
ที่ปรึกษาและคณะกรรมการกลาง โครงการ ๒๖


โครงงานคุณธรรม (Moral Project)

โครงงานคุณธรรมคืออะไร?
โครงงานคุณธรรม หรือโครงงานความดี เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการทำความดีมีคุณธรรมแบบเชิงรุก โดยให้ผู้เรียนที่เป็นเด็กและเยาวชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจกรรมการเรียนรู้นี้เอง ผ่านเทคนิควิธีการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Approach) โดยประเด็นที่เลือกทำโครงงานนั้นเกิดขึ้นมาจากความสนใจและความคิดริเริ่มของผู้เรียนเอง เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติงานจริง ด้วยความพากเพียรพยายามอย่างจดจ่อต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร (ต้องทำงานจริงไม่น้อยกว่า ๒ เดือน) ในลักษณะวิจัยปฏิบัติการ (action research) นำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านความเสื่อมทรามทางศีลธรรม และส่งเสริมการบ่มเพาะความดีมีคุณธรรมอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ รวมทั้งการขยายความมีส่วนร่วมไปสู่บุคคลต่างๆ ในสถานศึกษาและชุมชนของตนเองหรือชุมชนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

การเรียนรู้ที่ไม่จำกัด EDUCATION FOR ALL ในเมื่อโครงงานคุณธรรมเป็นกระบวนการพัฒนาคุณธรรมและความดี โครงงานคุณธรรมนี้ จึงมีลักษณะที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยไม่มีข้อจำกัดว่าเรียนสายวิทย์หรือสายศิลป์ มีอุปกรณ์เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า? เป็นนักเรียนประถมหรือมัธยม เพราะคุณธรรมและความดีงามนั้น เป็นเรื่องที่มีคุณค่าที่ควรเข้าถึงของคนทุกคนนั่นเอง ไม่จำกัดจำนวนคน เพศ วัย สถานะ ระดับช่วงชั้นหรือสายวิชาที่เรียน แต่สนับสนุนให้ทุกคนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด แม้ว่าจะมีผู้รับผิดชอบโครงงานเป็นกลุ่มเริ่มต้น ๘-๑๐ คนก็ตาม แต่โครงงานก็กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับผิดชอบนี้ ต้องคิดวางแผนและดำเนินงานเพื่อขยายหาแนวร่วมต่อไปในรูปของเครือข่ายแกนนำ สมาชิก หรือกลุ่มเป้าหมาย และต้องสร้างความมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนให้มากที่สุด ทั้งครอบครัว(บ้าน) ศาสนา(วัด) และสถานศึกษา(โรงเรียน) โครงงานคุณธรรมไม่มีกติกาควบคุมจำนวนคนที่มาช่วยทำโครงงาน หากใครอยากมาช่วย อยากเข้ามาร่วมทำงาน ก็เข้ามาช่วยเลย โครงงานใดยิ่งมีคนมาช่วยร่วมมือด้วยมากเท่าไร โครงงานนั้นยิ่งประสบความสำเร็จ เพราะเท่ากับว่ามีคนมาร่วมทำความดีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
องค์รวมแห่งความดี ที่ไร้ขีดจำกัด
ไม่แยกเรื่อง ไม่แยกส่วน แต่ทุกเรื่องสาระสามารถบูรณาการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงงานนี้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวิชาการด้านใดหรือปัญหาของใคร นำองค์ความรู้ทุกด้าน ทุกวิชา ทุกสาระการเรียนรู้ และทุกทักษะที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นศิลปะ-ดนตรี-กีฬา สามารถนำมาปรับบูรณาการใช้ในการทำความดี ทำการงาน และการสื่อสารประชาสัมพันธ์โครงงานได้ทั้งสิ้น
ไม่ติดขัดที่งบประมาณ เพราะการทำโครงงานด้านความดีหรือคุณธรรมนี้ไม่ต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมาก บางโครงงานลงทุนเพียงแรงงานจากสองมือที่คอยเก็บขยะ และเมื่อแยกขยะขายก็ได้ทุนมาเพิ่มอีก บางโครงงานใช้สองมือน้อยๆ บีบนวดให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายในชุมชน บางโครงงานมาจากพฤติกรรมช่วยกันประหยัดน้ำประหยัดไฟ บางโครงงานมาจากการยิ้มไหว้ทักทาย ตัวอย่างของโครงงานในลักษณะเช่นนี้มีอยู่มากมายที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลและมีคุณค่ามาก แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีการลงทุนเม็ดเงินในเรื่องคุณธรรมบ้าง ไม่ใช่ปากบอกว่าเรื่องคุณธรรมความดีสำคัญแต่พฤติกรรมไม่แสดงออกว่าให้ความสำคัญเลย โครงการนี้จึงออกแบบเป็นพิเศษให้โครงงานที่ได้รับคัดเลือกได้รับทุนการสนับสนุนเบื้องต้นจาก สพฐ. และศูนย์คุณธรรม ตั้งแต่ต้นทางของการทำงาน และเชื่อว่าการลงทุนทางด้านคุณธรรมความดีนี้จะเหนี่ยวนำและดึงดูดให้ทุกภาคส่วนในโรงเรียนชุมชนมาร่วมกันลงทุนในเรื่องความดีนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ซึ่งก็พบว่าเป็นจริง เพราะหากว่าเงินทุนที่ได้รับไม่พอกลุ่มทำงานกลับมีวิธีการหาทางออก ขอความช่วยเหลือในรูปแบบอื่นๆ ด้วยตัวเองได้อีกอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะความดีย่อมเหนี่ยวนำความดีมาหากัน เช่นได้รับการบริจาคและความช่วยเหลือจากผู้ที่ศรัทธาและนิยมชมชื่นในการทำความดีของกลุ่มเยาวชน เรียกว่าบุญต่อบุญนั่นเอง ดังนั้นโครงงานคุณธรรม จึงเป็น WIN-WIN SITUATION กล่าวคือ ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและทุกฝ่ายก็ได้รับประโยชน์สุขร่วมกันทั้งหมด กล่าวคือ ปัญหาต่างๆ ในโรงเรียนและชุมชนได้รับการพิจารณาและแก้ไข เด็กและเยาวชนได้รับการปลูกฝังบ่มเพาะซึมชับและเรียนรู้คุณธรรมความดีงามต่างๆ ด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของ เด็กและเยาวชนได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดแก้ปัญหา คิดเชิงระบบ คิดประเมินค่า ฯลฯ ผ่านการทำโครงงานอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เด็กและเยาวชนได้รับการฝึกทักษะการทำงานจริง การทำงานเป็นระบบ ความรับผิดชอบต่องาน และได้รับการฝึกทักษะทางสังคม ผ่านกระบวนการทำงานเป็นกลุ่มใหญ่ในระยะเวลายาวนานพอสมควร และเมื่อโครงงานนั้นๆ ได้มีการขยายผลไปถึงการแก้ปัญหาในครอบครัว วัด ชุมชน พ่อแม่ผู้ปกครอง พระสงฆ์ และคนในชุมชนก็จะได้รับอานิสงส์แห่งประโยชน์สุขนั้นด้วย ผู้บริหารและคณะครูอาจารย์ก็จะเบาใจสบายใจไม่ต้องกังวลเครียดกับปัญหาที่สั่งสมไว้มากมายโดยไม่มีการแก้ไข แต่ปัญหาเหล่านั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นผลงานที่มีความโดดเด่นและน่าชื่นชมแทน นอกจากนี้ ผู้บริหาร ครูอาจารย์ และศึกษานิเทศก์ ยังสามารถนำข้อมูลและผลจากการทำโครงงานคุณธรรมมาทำการวิจัยให้เป็นผลงานที่มีคุณค่า ได้อย่างมีคุณภาพและเกิดประโยชน์แท้จริงได้อีกด้วย

โครงงานคุณธรรม
การทำดีเชิงรุกพร้อมกับการเรียนรู้ชีวิตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
โครงงานคุณธรรมนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบโจทย์ คำท้าทายที่ว่าเด็กไทยไม่ใฝ่ดี ใฝ่ต่ำทำชั่วมั่วเพศเสพยา ละอายการทำดี ทำงานเป็นทีมไม่เป็น คิดวิเคราะห์ไม่ได้ โดยการสร้างเงื่อนไขให้เขาใช้ปัญหาจริงที่ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน ไม่ว่าในโรงเรียนหรือในครอบครัวในชุมชน นำมาตรวจสอบ วิเคราะห์ วางแผน แสวงหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ซึ่งไม่เพียงเข้าใจปัญหานอกตัวเท่านั้น นี่ยังเป็นโอกาสให้เด็กๆ ได้เชื่อมโยงสู่ตนเอง เพราะคุณสมบัติของโครงงานคุณธรรมนั้น พิเศษตรงที่เป็นเรื่องในชีวิตจริง เป็นประเด็นปัญหาจริงๆ ในชีวิต ซึ่งทุกคนมีส่วนร่วม เกี่ยวข้อง สัมพันธ์อยู่ด้วยกันนั่นเอง แต่อาจไม่รู้ตัวก็ได้ ดังนั้น ด้วยกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ จึงพบทางออกของปัญหาด้วยปัญญา โครงงานคุณธรรมจึงเป็นกระบวนการที่นำพาให้เด็กไทยสามารถทำโครงงานจริงในชีวิตด้วยวิธีคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์นั่นเอง
โครงงานคุณธรรมนั้น เน้นการนำปัญหาในชีวิตจริงมาเรียนรู้ผ่านการทำโครงงาน อันจะเป็นการเรียนรู้และพัฒนาทักษะชีวิตด้วยวิธีคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ หรือ ด้วยกระบวนการทางปัญญา อันพอจะสรุปได้เป็นลำดับขั้นดังนี้ ๑) สังเกตปัญหา ระดมความคิด เลือก ระบุ วิเคราะห์ เชื่อมโยง “ปัญหา-สาเหตุ” ได้ชัดเจน เห็นความเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นปัจจัยเกี่ยวเนื่องกันได้ตลอดสาย (จาก “ภายนอก” สู่ “ภายใน” ชีวิตจิตใจของตนเอง) ๒) คาดการณ์และระบุ “เป้าหมาย” ของการแก้ปัญหาให้ชัด ทั้งเป้าหมายในตัวคน (พฤติกรรม จิตใจ ปัญญา ที่คาดหวัง) เป้าหมายนอกตัวคน (สิ่งแวดล้อม-กายภาพ) เป้าหมายเชิงปริมาณ เป้าหมายเชิงคุณภาพ เป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว
และเมื่อรู้จุดหมายปลายทางชัด การกำหนดทิศทางและการเดินทางก็จะชัดไปด้วย
๓) วางแผนและออกแบบ “ทางแก้” หรือวิธีการทดลองอย่างมีหลักเกณฑ์ ที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด (คือแก้ที่สาเหตุ) และถึงพร้อมที่จะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ ๔) ลงมือทำ พร้อมกับเรียนรู้ แสวงหา ฝึกฝน “คุณธรรมจากภายในตน” ไปสู่ “การแก้ปัญหาภายนอก” ทั้งการเรียนรู้ส่วนบุคคลจำเพาะตน และเรียนรู้ร่วมกันผ่านกระบวนการกลุ่ม
๕) ลงมือปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ มีการติดตามและเก็บบันทึกข้อมูล ทำตามแผนงานอย่างยืดหยุ่น มุ่งมั่นทุ่มเทแต่ไม่ยึดติดมากเกินไป เรียนรู้อย่างตื่นตัวเท่าทันพร้อมปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขสูงสุดแม้มีข้อจำกัดมากมาย ๖) ประมวลผล-สรุปผล ประเมินผลการบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ การประเมินตนเอง การย้อนพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง และการต่อยอดขยายผล
๗) นำเสนอ สื่อสาร ข้อมูลเรื่องราวการทำโครงงานผลของการทำงาน สู่สาธารณะ อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเป็นการแพร่ขยายความดี-สื่อสารความดี บอกต่อองค์ความรู้ในการแก้ปัญหาต่างๆ เผยแพร่วิธีการในการทำความดี อันจะเป็นการเสริมสร้างค่านิยมการทำความดี สร้างแรงบันดาลใจในการทำความดีให้กับผู้อื่นต่อๆ ไป และเป็นการสืบต่อความดีต่อไปได้ไม่สิ้นสุด
แก่นการเรียนรู้คือ “ร่วมกัน ทำดี อย่างมีปัญญา”
กระบวนการเรียนรู้ที่ดีและสมบูรณ์ของโครงงานคุณธรรมนั้น จะต้องเริ่มต้นจากการสร้างความเป็นกัลยาณมิตรต่อกันก่อน อันเป็นปัจจัยต้นเริ่มที่สำคัญที่สุด จึงต้องออกแบบและจัดวางเงื่อนไขให้เกิดการรวมกลุ่มกันของผู้รับผิดชอบโครงงานจำนวน ๘-๑๐ คน และที่ปรึกษาอีก ๓ คน โดยมีองค์ประกอบโครงสร้างและความสัมพันธ์ในกลุ่ม ให้สามารถดึงด้านบวกของแต่ละคนออกมาหากันให้ได้มากที่สุด ซึ่งก็จะทำให้เกิดการใฝ่ดีคิดดีและทำดีร่วมกันออกมาได้อย่างเต็มที่เต็มตามศักยภาพของแต่ละคน เกิดการซึมซับความดี พร้อมๆ กับมีการเรียนรู้หรือมีกระบวนการทางปัญญาเกิดขึ้นตลอดสาย ตั้งแต่เริ่มต้นระดมความคิด การสังเกตสำรวจสภาพปัญหา ปัญญาตระหนักรู้ในสถานการณ์หรือสภาพปัญหาและสืบสาวถึงสาเหตุ ปัญญาค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพิ่มเติม การรวบรวมประมวลข้อมูล ปัญญาคิดวิเคราะห์คิดสังเคราะห์ ปัญญาคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การทำความคิดให้ชัดและเป็นระบบ การคิดวางแผนงาน การร่างโครงงาน ปัญญาการปรับประยุกต์จากนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ปัญญาการติดตามดำเนินงานปรับปรุงงาน ปัญญาการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปัญญาการประเมินผลสรุปผล และปัญญาการนำเสนอ ตลอดจนสติปัญญาที่จะเท่าทันและสามารถวางใจต่อโลกธรรมทั้ง ๘ ที่มาถูกต้องสัมผัสใจได้อย่างฉลาดและเป็นกุศลได้ในที่สุด
กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายใต้โครงงานคุณธรรมฯนี้ เป็นกระบวนการที่พัฒนาและปรับประยุกต์มาจากกระบวนการเรียนรู้วิถีพุทธ ซึ่งใช้แบบจำลองของวงรอบ ๑-๒-๓-๔ ที่หมุนเวียนรอบพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันประกอบด้วย (๑) กระบวนการกัลยาณมิตร, (๒) การเปิดการเรียนรู้ภายใน (ปรโตโฆสะ สู่ สัทธาและโยนิโสมนสิการ), (๓) กระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม (ตามหลักไตรสิกขา-ภาวนา๔) และ (๔) กระบวนการพัฒนาแบบเวียนรอบต่อเนื่อง จึงทำให้กระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาคุณธรรมของผู้เรียนเกิดขึ้นควบคู่กันไป ดังแผนผังของแบบจำลอง ด้านล่างนี้


แบบจำลองการศึกษา ๑-๒-๓-๔ นี้อาจเรียกชื่อเป็นธรรมอีกหมวดหนึ่งได้ว่า “กระบวนการ ๓ ป ต่อเนื่อง”
ลูกศร A : ปริยัติ, ลูกศร B : ปฏิบัติ, ลูกศร C : ปฏิเวธ, ลูกศร D : ต่อเนื่อง
ที่มา: Phramaha Pongnarin Thitavamso, “An Analytical Study of Process of Learning in Theravada Buddhism,” Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya University, 2005

(๑) กระบวนการกัลยาณมิตร ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนต้นเริ่มที่สำคัญที่สุด โดยจัดวางเงื่อนไขให้เกิดการนำพาให้บุคคลต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่กลุ่มเพื่อนใกล้ตัว ครู ผู้บริหาร พระสงฆ์ พ่อแม่ จนถึงองค์กรที่ให้การสนับสนุนมารวมกลุ่มกันโดยดึงด้านบวกของแต่ละคนแต่ละฝ่ายออกมาหากันให้ได้มากที่สุด ให้แต่ละคนมาสวมบทบาทเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน กัลยาณมิตรนั้นมีความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยกระตุ้นเตือน ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ช่วยสร้างศรัทธาในการทำความดี ช่วยสนับสนุนให้โครงงานดำเนินไปได้ด้วยดี ขั้นตอนนี้จึงสำคัญมากที่สุดที่จะทำให้เริ่มต้นการเรียนรู้ได้ และดำเนินต่อไปจนถึงปลายทางแห่งความสำเร็จ โดยกัลยาณมิตรจะทำหน้าที่เป็นผู้ชักจูงปัจจัยภายนอกมากระตุ้นตัวเปิดการเรียนรู้ภายใน
(๒) การเปิดการเรียนรู้ภายใน (ปรโตโฆสะ สู่ สัทธาและโยนิโสมนสิการ) (ลูกศร A) การเปิดการเรียนรู้ภายใน เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากอีกขั้นตอนหนึ่ง ที่เสมือนเป็นการออกสตาร์ทหรือจุดติดเครื่องยนต์แห่งการเรียนรู้ภายในตัวมนุษย์ ซึ่งมีองค์ธรรมเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้สำคัญสองประการด้วยกันคือ “สัทธา” (ความสนใจใฝ่รู้, ความเชื่อใจ เชื่อถือ และความเชื่อมั่น) และ “โยนิโสมนสิการ” (พิจารณาอย่างแยบคาย – คิดเป็น – น้อมมาใส่ใจไปสู่กุศลได้)
การเปิดการเรียนรู้ภายใน จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกัลยาณมิตรเตรียมการและเลือกใช้ปัจจัยภายนอกมากระตุ้นปัจจัยภายในอย่างพอเหมาะพอดีแก่ผู้เรียนและสถานการณ์แวดล้อม ปัจจัยภายนอกดังกล่าวนั้น เรียกว่า “ปรโตโฆสะ” ซึ่งมีหลายลักษณะ ตั้งแต่คำสอน คำบอกกล่าว หนังสือ ตำรา สื่อต่างๆ และที่ดีที่สุด คือ “เสียงของครู” เพราะเป็นเสียงที่จะสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นในใจ เป็นเสียงที่จะช่วยเตือนจิตสะกิดใจให้ฉุกคิดหรือตระหนักสำนึก เป็นเสียงที่เป็นกำลังใจให้เกิดการเรียนรู้ภายในตนขึ้น มั่นใจขึ้น จนเข้าใจถึงคุณค่า ถึงประโยชน์ของการทำความดีการสร้างคุณธรรมจริยธรรมขึ้นในตน เมื่อเข้าใจถึงประโยชน์ จึงเกิดฉันทะความพอใจใคร่ที่จะลงมือกระทำด้วยตนเองโดยไม่ลังเล ดังตัวอย่างของ เสียงของครู ในโครงการนี้ที่สำคัญที่สุด คือ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ชาวไทยทุกคนล้วนมีศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อโครงการประกวดโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติเลือกมาใช้เป็นเสียงบอกกล่าว (ปรโตโฆสะ) ที่ย้ำชัดเจนว่า “เยาวชนไทย ทำดี ถวายในหลวง” จึงเท่ากับเป็นเสียงบอกที่ให้แนวทางว่า ศรัทธาที่เกิดขึ้นนั้นควรนำไปสู่การตอบแทนคุณพระองค์ท่าน ในโอกาสครั้งนี้มิใช่สิ่งใดอื่น แต่เป็นการทำดีถวายพระองค์ท่านนั่นเอง เมื่อสัทธาคือความสนใจใฝ่รู้เกิดขึ้นก็จะช่วยไปกระตุ้นตัวเปิดการเรียนรู้ภายในอีกอย่างหนึ่ง ก็คือกระบวนการคิดพิจารณาอย่างแยบคาย หรือที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ ให้เริ่มต้นและทำงานไปด้วยกัน เริ่มตั้งแต่เยาวชนสนใจใฝ่รู้และคิดพิจารณาว่าจะทำดีอะไรถวายในหลวง ซึ่งตามเงื่อนไขก็คือ การกระทำนั้นควรตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาจริงที่ทุกคนหรือส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่ โดยช่วยกันระบุปัญหาให้ชัดเจน ค้นหาสาเหตุที่มาของปัญหานั้นๆ สืบสาว ปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ทั้งบุคคล สถานการณ์ สถานที่ ฯลฯ เริ่มวิเคราะห์และกำหนดเป้าหมายของการแก้ปัญหา พิจารณาหาหนทางปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นจริง ทั้งหมดนี้เป็นวิธีคิดพิจารณาแบบอริยสัจ ๔ นั่นเอง
(๓) กระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม ตามหลักไตรสิกขา (ลูกศร B และ C) กระบวนการไตรสิกขา เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม ในด้านพฤติกรรม(ศีล) ด้านจิตใจ(สมาธิ) ด้านปัญญา(ปัญญา) ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องจัดเตรียมเหตุปัจจัยให้เอื้อต่อการกระทำหรือปฏิบัติงานจริง โครงการนี้จึงเน้นให้มีช่วงระยะเวลาดำเนินงานนาน เพื่อให้เพียงพอต่อการค่อยๆ สะสมการเรียนรู้ สั่งสมและบ่มเพาะคุณความดีในจิตใจ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จากประสบการณ์ที่พบจากการทำโครงงานคุณธรรมมา ๒ ปีนั้น ทำให้พบว่า อย่างน้อยต้องมีเวลาประมาณ ๒ เดือนสำหรับการปฏิบัติงานจริงๆ (เฉพาะช่วงเวลาทำงานจริง ไม่รวมช่วงทำงานเอกสาร) ศีล เป็นการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมหรือการเรียนรู้ทักษะทางสังคมที่จะทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มร่วมกับผู้อื่นอย่างเอื้ออาทร พร้อมที่จะให้กำลังใจและให้อภัยแก่กัน การระมัดระวังคำพูด-การกระทำที่จะไม่เบียดเบียนใคร หากมีการกระทบกระทั่งกันบ้างก็มีศีลกำกับที่จะไม่ให้เกินเลยไปจนกระทบกระแทกให้แตกทำลายความสัมพันธ์ระหว่างกัน การสำรวมระวังทั้งทางคำพูดและการกระทำ การยอมรับสำนึกผิด การให้อภัยกัน ก่อให้เกิดพัฒนาการทางด้านพฤติกรรมไม่ให้เป็นมลภาวะเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ก็จะทำให้การทำงานกลุ่มเกิดขึ้นไปได้ตลอดรอดฝั่ง สมาธิ เป็นการเรียนรู้ทางด้านจิตใจ ที่ต้องเผชิญสถานการณ์จริงจากการทำงาน ทำให้ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ความขยันหมั่นเพียรกระทำอย่างต่อเนื่องไม่ท้อถอย มีความอดทน ทั้งต่อภาระงาน และทั้งต่อคนและสถานการณ์ที่เข้ามา นอกจากนี้ยังหมายถึงการเจริญงอกงามของคุณความดีหรือคุณธรรมในจิตใจ อันนำไปสู่ภาวะความสุขสดชื่น แจ่มใสผ่องใสในจิตใจ ตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ปัญญา เป็นการเรียนรู้ที่มาจากกระบวนการสังเกตุ สำรวจ การคิดการพิจารณาไตร่ตรองการตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นระบบ นำไปสู่ภาวะที่ออกจากปัญหา นำออกจากทุกข์ นำไปสู่ภาวะที่ดีงามเป็นบุญกุศล การเรียนรู้ทางปัญญาเริ่มจากการเรียนความรู้จากหลักธรรม คำสอน ข้อมูล ข้อเท็จจริง การจดจำ การจับประเด็น การแยกแยะ การจัดหมวดหมู่ อันเป็นปัญญาขั้นรู้จำ และพัฒนาขึ้นไปสู่ปัญญาขั้นรู้คิด อันเกิดจากการฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์คิดสังเคราะห์การคิดเชื่อมโยงเหตุปัจจัย การคิดพิจารณาคุณค่าแท้คุณค่าเทียมเป็นต้น และพัฒนาไปสู่ปัญญาขั้นรู้แจ้งที่ทำให้แสวงหาทางออกจากปัญหาได้ ตลอดจนปัญญาที่ก่อเกิดจากการลงมือปฏิบัติเพื่อบรรลุผลของการแก้ไขปัญหาหรือดับทุกข์ได้ (เผด็จศึกกับปัญหา) และปัญญาติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น นำสู่การสั่งสมเป็นประสบการณ์และปรีชาญาณรู้แจ้งในเรื่องนั้นๆ
(๔) ขั้นการพัฒนาแบบเวียนรอบต่อเนื่อง (ภาวนา๔ สู่ กัลยาณมิตร) (ลูกศร D) เมื่อผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ใน ๓ ขั้นตอนแรกมาซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นเวลาต่อเนื่องกันในช่วงเวลาที่เหมาะสม (กรณีทำโครงงานคุณธรรม ต้องทำงานจริงไม่น้อยกว่า ๒ เดือน) ผู้เรียนจะเกิดพัฒนาการในตนเองอย่างเป็นองค์รวมทุกด้าน ทั้ง พัฒนาการทางพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับร่างกายและกายภาพแวดล้อม (กายภาวนา) พัฒนาการทางสังคม (ศีลภาวนา) พัฒนาการทางจิตใจ (จิตภาวนา) และพัฒนาการทางปัญญา (ปัญญาภาวนา)
การประกวดโครงงาน จึงเป็นกุศโลบายหรือบทเรียนครั้งสำคัญที่พวกเขาจะได้เรียนรู้และฝึกการวางใจได้อย่างเหมาะสม ไม่ให้หวั่นไหวไปกับโลกธรรม ๘ ได้อย่างไร รู้จักรักษาใจให้อยู่ในพรหมวิหาร ๔ ได้หรือไม่ และไม่หลงยึดติดอยู่กับการแข่งขันหรือรางวัล แต่กลับเห็นคุณค่าของความรักใคร่ปรองดองสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สามารถอนุโมทนา ยินดีในความสำเร็จของโครงงานของเพื่อนๆ กลุ่มอื่นได้ นับเป็นการปรับเข้าสู่ทัศนคติและค่านิยมที่ดี ใฝ่ดี ใฝ่สร้างสรรค์ มีพัฒนาการทางพฤติกรรม จิตใจตั้งมั่นในความดีงาม เข้มแข็ง อดทน ขยัน กล้าหาญ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ และมีพัฒนาการทางปัญญาที่ดี มีทักษะกระบวนการคิดที่ดี มีความแยบคายในการชักชวนคนอื่นๆ เข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตของโลก เรียกได้ว่า หากมีพัฒนาการทั้ง ๔ ด้านพร้อม (กายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา ปัญญาภาวนา) ก็จะเป็นผู้ที่พร้อมที่จะมีบทบาทเป็นกัลยาณมิตรให้กับผู้อื่นได้ต่อไป ซึ่งก็จะเท่ากับว่าเป็นผู้เริ่มต้นขับเคลื่อนวงจรแห่งการเรียนรู้วิถีพุทธนี้สืบไป ดังเช่น ข้อเท็จจริงที่พบว่าแทบทุกโครงงานมักจะสรุปบทเรียนสำคัญว่า การจะไปเปลี่ยนแปลงผู้อื่น ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเองก่อน (กายภาวนา และ ศีลภาวนา) และระหว่างที่เขาได้เรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง ก็ทำให้เขาได้เกิดการเรียนรู้คุณความดีหรือคุณธรรมจากภายใน(จิตภาวนา) ที่ค่อยๆ ซึมซับ และสั่งสมเป็นประสบการณ์เป็นปัญญาญาณหยั่งรู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ตนเองทำนั้น(ปัญญาภาวนา) เขาก็จะพัฒนามาสู่ความเป็นกัลยาณมิตรที่สมบูรณ์ขึ้น อันจะก่อเกิดเป็นวงจรขับเคลื่อนที่ทรงพลังให้เกิดการสืบเนื่องไปสู่ขั้นต่อๆ ไป นำพาให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาต่อเนื่องขยายวงออกไปได้ไม่สิ้นสุด
๖ ขั้นตอนในการทำโครงงานคุณธรรม

ขั้นตอนที่ ๑ การตระหนักรู้และพิจารณาเลือกหัวเรื่องหรือประเด็นปัญหา
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ที่ต้องอาศัยภาวะการตระหนักรู้ในสถานการณ์หรือสภาพปัญหาด้วยสติปัญญา หรือภาวะที่มีแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งดีงามอะไรบางอย่างที่เป็นความฝันหรืออุดมคติ ซึ่งอาจจะเกิดจากผู้เรียนเองโดยตรง หรืออาจจะเกิดจากการแนะนำหรือชี้ชวนจากครูที่ปรึกษาหรือผู้อื่นที่เป็นเงื่อนไขภายนอก มากระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักรู้หรือแรงบันดาลใจขึ้นก็ได้
การสร้างความตระหนักรู้นั้นเป็นขั้นตอนที่ยาก เพราะโดยทั่วไปสภาพการณ์ที่เป็นปัญหาต่างๆ นั้นมักจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่มักจะถูกละเลยมองข้าม หรือชาชินเคยชินจนมองไม่เห็นปัญหา หรือไม่รู้สึกว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานั้นอย่างไรในทำนอง “เส้นผมบังภูเขา” หรือ “ปลาอยู่ในน้ำมองไม่เห็นน้ำ” จึงต้องอาศัยเหตุปัจจัยภายนอก จากกัลยาณมิตรที่กระตุ้นปัจจัยภายในใจของผู้เรียนได้ถูกตรงกับจริตนิสัย ในเงื่อนไขสถานการณ์แวดล้อม และจังหวะเวลาที่พอเหมาะพอดี จนเกิดฉันทะร่วมกันที่จะรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อดำเนินการโครงงาน
กิจกรรมแนะนำสำหรับครูที่ปรึกษา
ครูที่ปรึกษาอาจวางเงื่อนไขเบื้องต้นจากการให้ผู้เรียนสำรวจและสังเกตสภาพปัญหาต่างๆ จากเพื่อนนักเรียน ปัญหาที่พบเห็นในห้องเรียน โรงเรียน วัด และชุมชน แล้วช่วยกันระดมความคิดต่อปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด แล้วมาอภิปรายกันในกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มย่อยก็ได้ (อาจทำให้สนุกในลักษณะโต้วาทีหรือยอวาทีก็ได้) เพื่อเลือกประเด็นปัญหาที่มีความสนใจ หรืออยากจะแก้ปัญหานั้นมากที่สุด เพื่อนำมาตั้งเป็นประเด็นสำหรับทำโครงงาน
คำแนะนำเพิ่มเติม (Tip)
ความดี หรือ ประเด็นที่เลือกมาทำโครงงานนั้นมีที่มา ๒ ลักษณะด้วยกัน คือ ผู้เรียนเริ่มคิดจาก (๑) ปัญหาที่อยากแก้ หรือจาก (๒) สิ่งดีที่อยากทำ จากประสบการณ์พบว่าผู้เรียนที่เริ่มคิดจากความดีที่อยากทำก่อนนั้นมักยังมองแบบผิวเผิน ความคิดความเข้าใจยังไม่หยั่งรากลึก ความจริงแล้วแม้เป็นความดีที่อยากทำก็ตาม หากย้อนคิดพิจารณาให้ดีก็จะพบว่าสิ่งดีที่อยากทำนั้นต้องช่วยแก้ไขหรือปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้นสักอย่างหนึ่งแน่ ครูที่ปรึกษาก็ต้องช่วยกระตุ้นชี้ชวนให้ผู้เรียนได้ย้อนคิดพิจารณากลับไปที่ประเด็นปัญหาให้ได้ เช่น หากเด็กเริ่มต้นด้วยความคิดอยากปลูกต้นไม้ขึ้นมาลอยๆ ครูที่ปรึกษาอาจต้องถามให้ย้อนคิดไปว่า ทำไมหรือถึงต้องปลูกต้นไม้? ปลูกที่ไหน? เพราะอะไรจึงต้องปลูกที่นี่? ปลูกต้นไม้มันช่วยแก้ปัญหาอะไรหรือ? หรือมันช่วยทำให้อะไรดีขึ้นบ้าง? ถ้าผู้เรียนช่วยกันคิดและตอบปัญหาเหล่านี้ได้ ก็จะได้ประเด็นปัญหาที่ชัดเจนสำหรับการนำมาตั้งเป็นประเด็นทำโครงงาน

ขั้นตอนที่ ๒ การรวบรวมประมวลข้อมูลและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
เมื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มเห็นพ้องกันและตัดสินใจเลือกประเด็นปัญหาหรือหัวเรื่องได้แล้ว และได้รับความเห็นชอบจากที่ปรึกษาแล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนของการระดมความคิดวางแผนงานในเบื้องต้น โดยเริ่มจากการร่วมกันพิจารณาวิเคราะห์สภาพปัญหาแล้วสืบสาวไปหาสาเหตุและปัจจัยร่วมต่างๆ การวางเป้าหมายและวิธีการแก้ปัญหา แล้วประมวลสิ่งที่วิเคราะห์ได้ทำเป็นผังมโนทัศน์ ในขั้นตอนนี้จะพบว่ายังมีข้อมูลของสภาพปัญหาและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่เพียงพอหรือยังมีรายละเอียดที่ไม่ชัดเจน ตัวแปรสนับสนุนและองค์ความรู้ต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในการวางแผนแก้ปัญหาก็ยังมีไม่ครบถ้วนหรือยังไม่ชัดเจนเป็นต้น จึงต้องมีการรวบรวมข้อมูลและองค์ความรู้เพิ่มเติม (ซึ่งอาจจะได้มาจากการสำรวจโดยละเอียดหรือประมาณการโดยคร่าวๆ ก็ได้) จากการพบปะสนทนาขอความร่วมมือจากบุคคลต่างๆ และจากการค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือตำราและแหล่งเรียนรู้ต่างๆ แล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้งหมดมาประมวลเพื่อจัดเตรียมสำหรับคิดวางแผนทำร่างโครงงานต่อไป
กิจกรรมแนะนำสำหรับครูที่ปรึกษา
- สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จากการระดมความคิดในขั้นตอนที่ ๑ แล้วเลือกมา ๑ อย่างนั้น ครูที่ปรึกษาควรให้ผู้เรียนช่วยกันระดมความคิดกันต่อเพื่อตอบคำถาม ๕ ข้อต่อไปนี้
๑. “ปัญหา” ที่เลือกเป็นประเด็นเริ่มต้นทำโครงงาน คืออะไร? ระบุสภาพปัญหาให้ชัดเจน(ปัญหา มักเป็นสภาพการณ์ที่ผิดปกติ ไม่ดี ไม่น่าพอใจ หรือเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ พฤติกรรมที่ผิดศีลธรรม/กฎระเบียบ หรือผิดจากมารยาทที่ถูกต้อง เป็นต้น)
๒. ปัญหานั้นมี “สาเหตุ” มาจากอะไร? วิเคราะห์ร่วมกันต่อว่าอะไรเป็นสาเหตุต้นตอที่แท้จริง อะไรเป็นปัจจัยร่วม? อะไรเป็นปัจจัยแวดล้อมภายนอก อะไรเป็นปัจจัยภายใน
๓. “เป้าหมาย” ของการแก้ปัญหาคืออะไร? ควรให้ช่วยกันเริ่มคิดจากการวางเป้าหมายระยะสั้น-ระยะกลางก่อน โดยเริ่มจากการช่วยกันระบุเป้าหมายเชิงปริมาณว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสิ่งของแวดล้อมใดบ้าง? จำนวนหรือปริมาณเท่าใด? มีขอบเขตระยะเวลา –พื้นที่การทำงานเท่าใด? แล้วช่วยกันตั้ง เป้าหมายเชิงคุณภาพ ว่าต้องการให้กลุ่มเป้าหมายเกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์อย่างไรบ้าง? ให้เกิดการพัฒนาจิตใจ หรือพัฒนาปัญญาอย่างไรบ้าง? หรือให้เกิดสิ่งของ/สภาพแวดล้อมที่พึงประสงค์อย่างไรบ้าง?
๔. “ทางแก้” หรือวิธีการดำเนินงาน เพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น มีแผนงาน อย่างไรบ้าง? ให้ช่วยกันวางแผนการทำงานที่จะสามารถทำได้ทั้ง ๒ ระยะ ทั้งเฉพาะหน้าในระยะเวลา ๓ เดือนในช่วงเทอม ๑ และระยะที่ ๒ ในช่วงเทอม๒ อีกประมาณ ๓ – ๔ เดือน
๕. การดำเนินงานโครงงานดังกล่าวนั้น มีการใช้ “หลักธรรมและแนวพระราชดำริ”อะไรบ้าง?* (หากผู้เรียนยังจำหัวข้อธรรมะที่แน่นอนไม่ได้ หรือจำพระราชดำรัสที่ถูกต้องไม่ได้ ก็ให้ใช้ถ้อยคำง่ายๆ ที่อธิบายให้เข้าใจได้แทนไปก่อน แล้วไปค้นคว้าเพิ่มเติมต่อในภายหลังก็ได้)
- เมื่อตอบคำถาม ๕ ข้อนี้ได้แล้ว ก็ให้ประมวลสรุปนำเสนอในรูปแบบของผังมโนทัศน์ ที่มีหัวข้อดังนี้
๐ ชื่อโครงงาน, ชื่อกลุ่ม, ชื่อโรงเรียน
๐ วาดภาพประกอบโครงงาน ที่แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์
๐ ปัญหาที่เลือกทำโครงงาน
๐ สาเหตุของปัญหา
๐ เป้าหมาย (เชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ)
๐ ทางแก้ (วิธีการหรือกิจกรรมที่เป็นขั้นตอนเรียงข้อ)
๐ หลักธรรม/พระราชดำริ/พระราชดำรัส ที่นำมาใช้
- สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษานั้น เน้นแค่ให้เด็กสามารถคิดการใหญ่ (Think Big) คิดเป็นขั้นตอนได้ ก็เพียงพอแล้ว ส่วนการคิดวิเคราะห์อย่างนักเรียนมัธยมนั้นถือว่าเป็นการต่อยอด เวลาตั้งคำถามสามารถอนุโลมให้ใช้คำถาม ๕ คำถามเหมือนของระดับมัธยมก็ได้ แต่เด็กนักเรียนจะวิเคราะห์ได้ไม่ลึกซึ้งนัก และจะดูเคร่งเครียดเกินไป ครูที่ปรึกษา จำต้องกระตุ้นความคิดด้วยคำถามที่หลากหลาย และย่อยประเด็นลงไปให้มากขึ้น และหากเด็กสนใจในประเด็น “สิ่งดีที่จะทำ” มากกว่า “ปัญหาที่จะแก้” ก็ไม่เป็นไร ก็ให้ขยายสิ่งดีที่จะทำให้เป็นโครงการใหญ่ตั้งกลุ่มเป้าหมายให้ชัดและคิดขั้นตอนของการทำงานออกมาได้ ก็เพียงพอแล้ว
ตัวอย่างประเด็นคำถามกระตุ้นความคิดนักเรียนระดับประถมศึกษา
- ถ้าจะชวนกันให้ทำความดีนั้นหลายๆ คน จะทำได้หรือไม่?
- จะวางกลุ่มเป้าหมายเป็นใคร? จำนวนกี่คน?
- จะชักชวนหรือประชาสัมพันธ์ ด้วยวิธีการอย่างไรบ้าง?
- จะมีวิธีการหรือกิจกรรม ดำเนินการโครงงานนี้อย่างไรบ้าง?
- จะมีวิธีใดที่จะรู้ว่าแต่ละคนนั้นทำความดีนั้นจริงหรือไม่?
- ถ้าเขาทำจริง จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาทำมาก หรือทำน้อย?
- ถ้ามีคนที่ทำความดีมากๆ จะให้อะไรเขาตอบแทน?
- ต้องการให้เกิดผลดีจากการทำโครงงานนี้อย่างไรบ้าง?
- จะตั้งชื่อโครงงาน, ชื่อกลุ่ม ว่าอะไร?
- อื่น ๆ เช่น คุณธรรมใดที่จะนำมาใช้ในการทำความดีนี้
จากนั้นจึงให้ประมวลข้อมูลเป็นผังมโนทัศน์ที่มีหัวข้อดังต่อไปนี้
๐ ชื่อโครงงาน, ชื่อกลุ่ม, ชื่อโรงเรียน
๐ วาดภาพประกอบโครงงาน ที่แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์
๐ ประเด็นสิ่งดีที่อยากทำ / ประเด็นปัญหา(และสาเหตุของปัญหา) ที่เลือกทำโครงงาน
๐ เป้าหมาย (เชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ)
๐ วิธีการ (วิธีการหรือกิจกรรมที่เป็นขั้นตอนเรียงข้อ)
๐ หลักธรรม/พระราชดำริ ที่นำมาใช้

ขั้นตอนที่ ๓ การจัดทำร่างโครงงาน
ขั้นตอนนี้เป็นการคิดพิจารณาวางแผนงานในรายละเอียดและภาพรวมทั้งหมด โดยนำข้อมูลที่รวบรวมและประมวลได้ทั้งหมดนั้นมาเรียบเรียงและจัดทำเป็นเอกสารร่างโครงงาน ที่มีหัวข้อต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ อย่างน้อย ๑๓ หัวข้อ (จำนวนหน้า ๑๐ – ๒๐ หน้ากระดาษขนาด A4) ดังนี้
(๑) ชื่อโครงงาน (ชื่อโครงงานเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
(๒) กลุ่มเยาวชนผู้รับผิดชอบโครงงาน และสถานศึกษา
แสดงชื่อกลุ่ม รายชื่อสมาชิกในกลุ่ม ตำแหน่ง ชั้นเรียน, ชื่อสถานศึกษา ที่ตั้ง โทรศัพท์ โทรสาร E-mail และเวบไซต์สถานศึกษา(ถ้ามี)
(๓) ที่ปรึกษาโครงงาน
ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง โทรศัพท์และ E-mail (กรณีเป็นพระภิกษุให้ระบุฉายาและชื่อวัดด้วย)
(๔) วัตถุประสงค์ (ไม่ควรเกิน ๕ ข้อ)
(๕) สถานที่และกำหนดระยะเวลาดำเนินการ
พื้นที่ที่เลือกดำเนินการจะเป็นภายในหรือภายนอกสถานศึกษาก็ได้ ส่วนกำหนดระยะเวลาดำเนินการนั้น แบ่งเป็น ๒ ระยะ ระยะที่ ๑ ควรอยู่ในช่วงเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๕๐ และระยะที่ ๒ ในช่วงเดือน ตุลาคม ๒๕๕๐ – มกราคม ๒๕๕๑
(๖) ผังมโนทัศน์
สรุปภาพรวมของร่างโครงงานทั้งหมดเป็นผังมโนทัศน์ ใน ๑ หน้ากระดาษ
(๗) สาระสำคัญของโครงงาน (คำอธิบายสาระสำคัญของโครงงานโดยย่อ ๕ - ๑๐ บรรทัด)
(๘) การศึกษาวิเคราะห์
(๘.๑) ปัญหาและสาเหตุ (ประมวลข้อมูลสภาพปัญหา แล้ววิเคราะห์สืบสาวหาสาเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา เพื่อให้เห็นที่มาและความสำคัญของโครงงาน)
(๘.๒) เป้าหมายและทางแก้ (วางเป้าหมายของการแก้ปัญหาทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ)
(๘.๓) หลักการและหลักธรรมที่นำมาใช้ (แสดงหลักธรรมและแนวพระราชดำริ หรือหลักวิชาการต่างๆ ที่นำมาใช้ พร้อมอธิบายความหมายโดยย่อ แล้วอธิบายเชื่อมโยงกับการดำเนินการโครงงาน อย่างสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผล)
(๙) วิธีการดำเนินงาน (แสดงวิธีการดำเนินงานเป็นข้อๆ หรือเป็นแผนผังที่มีคำอธิบายที่ชัดเจน)
(๑๐) งบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณ (แสดงงบประมาณโครงงานและแหล่งที่มา หากมีการระดมทุนเพิ่ม ให้บอกแผนงานหรือวิธีการระดมทุนด้วย)
(๑๑) ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลโดยตรงและผลกระทบที่ต่อเนื่องออกไป)
(๑๒) ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของที่ปรึกษา
(๑๓) ความคิดเห็นและความรู้สึกของประธานกลุ่มเยาวชนผู้รับผิดชอบโครงงาน
คำแนะนำเพิ่มเติม (Tip)
ในการจัดทำร่างโครงงานที่ดีนั้น ในหัวข้อการศึกษาวิเคราะห์เป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ถึงปัญหาและสาเหตุ ควรมีข้อมูลสถิติ หรือสภาพการณ์ที่ได้มาจากการสำรวจสังเกตจริง มาประกอบอ้างอิง จะทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ยิ่งถ้าเป็นข้อมูลสถิติจากพื้นที่เป้าหมายจริงๆ ก็จะทำให้คะแนนการประเมินความเป็นไปได้ของร่างโครงงานดีขึ้น

ขั้นตอนที่ ๔ การดำเนินการโครงงาน
การดำเนินการโครงงานแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ ดังนี้
- ระยะที่ ๑ บุกเบิก-ทดลอง ช่วงเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๕๐
- ระยะที่ ๒ ตอกย้ำ-ขยายผล ช่วงเดือน ตุลาคม ๒๕๕๐ – มกราคม ๒๕๕๑
ขั้นตอนนี้เป็นการนำร่างโครงงานมาปฏิบัติจริงไปตามลำดับขั้นตอนและวิธีการดำเนินงาน ซึ่งจะมีทั้งในส่วนที่แบ่งงานและดำเนินงานกันในระหว่างสมาชิกในกลุ่มผู้รับผิดชอบโครงงาน และงานในส่วนที่สร้างการมีส่วนร่วมให้กับเพื่อนนักเรียนอื่นหรือบุคคลต่างๆ ที่เข้ามาช่วยทำงานในด้านต่างๆ ตลอดจนการจัดกิจกรรมรณรงค์ขยายการมีส่วนร่วมออกไปสู่ชุมชน การดำเนินงานในช่วงนี้อาจมีข้อมูลย้อนกลับมาที่เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งทราบ หรือคลาดเคลื่อนไปจากที่คาดการณ์ไว้ หรือเกิดสถานการณ์ที่ยุ่งยากเป็นอุปสรรคข้อขัดข้องหรือข้อขัดแย้งให้ต้องเผชิญหน้าและแก้ปัญหาอยู่เสมอๆ อันอาจจะนำมาซึ่งความอ่อนล้า ความเหนื่อยหน่ายท้อแท้ ได้บ่อยๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแบบฝึกหัดสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนาคุณธรรม ของผู้รับผิดชอบโครงงานและผู้มาช่วยงานทั้งสิ้น และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการติดตาม สนับสนุน ดูแล ให้ความช่วยเหลือทั้งทางทรัพยากรภายนอกและทางจิตใจ จากคณะที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิด ตลอดระยะเวลาดำเนินการโครงงานทั้ง ๒ ช่วง
ผู้รับผิดชอบโครงงานพึงระลึกไว้ว่า การทำงานจริงอาจมีหลายสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์และระบุไว้ในร่างโครงงาน และหลายครั้งอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนงานไปจากเดิม ก็ไม่เป็นไร แต่ต้องเข้าใจว่าเพราะอะไร สามารถอธิบายได้ถึงเหตุผลของการที่ผิดพลาดไปจากแผนงานที่วางไว้ได้ อย่าทำงานเพียงเพื่อให้ได้ผลตามร่างโครงงานที่วางแผนไว้เท่านั้น แต่ทำงานเพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาคุณธรรมของตนเองและทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก ทำแล้วคุณธรรมความดีต้องเพิ่มขึ้นและควรมีความสุขจากการทำความดีนั้น ทำโครงงานและความดี เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิใช่การแข่งขันเพื่อล่ารางวัล
คำแนะนำเพิ่มเติม (Tip)
ระยะเวลาการทำงานจริง ที่ลงแรงทำงานด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างต่อเนื่องนั้น ไม่ควรน้อยกว่า ๒ เดือน จึงจะทำให้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานคุณธรรมได้ผลเต็มที่

ขั้นตอนที่ ๕ การสรุปประเมินผลและเขียนรายงาน
จากการดำเนินงาน ในขั้นตอนที่ ๔ นั้นให้กลุ่มเยาวชนได้ทำการประเมินผลและสรุปผลการดำเนินงานทั้ง ๒ ระยะ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – มกราคม เพื่อนำมาใช้จัดทำเป็น เอกสารและสื่อการนำเสนอโครงงาน ๕ หรือ ๖ รายการ ดังนี้
(๑) รายงานโครงงาน (๒๐–๕๐ หน้ากระดาษขนาด A4 ไม่รวมปก)
(๒) สรุปย่อโครงงานใน ๑ หน้ากระดาษ (๑ หน้ากระดาษขนาด A4)
(๓) แผ่นพับนำเสนอโครงงาน (๑ แผ่นกระดาษขนาด A4 หน้า-หลัง)
(๔) สื่อ Presentation เช่น Powerpoint หรือ VCD (เวลาไม่เกิน ๗ นาที)
(๕) แผ่นป้ายนิทรรศการโครงงาน
(๖) เวบเพจ นำเสนอโครงงานผ่านทางอินเตอร์เนต (ลงทะเบียนที่ www.moralproject.net)
รายการที่ (๑) (๒) (๓) และ (๔) ให้บันทึกไฟล์ข้อมูลรวมลงในแผ่น CD แผ่นเดียว (ถ้ารายการที่ (๔) เป็น VCD ให้แยกเป็นอีกหนึ่งแผ่น) ที่หน้าแผ่น CD ให้เขียนระบุชื่อโครงงาน สถานศึกษา และสพท. และแสดงรายการไฟล์รายงาน, ไฟล์สรุปย่อ, ไฟล์แผ่นพับ และไฟล์นำเสนอให้ครบถ้วนถูกต้อง (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากภาคผนวก ข)

ขั้นตอนที่ ๖ การนำเสนอโครงงาน
การนำเสนอโครงงาน เป็นทักษะที่สำคัญของผู้รับผิดชอบโครงงานทุกคนที่จะต้องทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร ทำการสื่อสารและถ่ายทอดความดีงามจากโครงงานของตนเองออกสู่การรับรู้ของบุคคลอื่นและสาธารณะ สมาชิกทุกคนในกลุ่มควรทำความเข้าใจในรายละเอียดและภาพรวมของโครงงานทั้งหมด แล้วซักซ้อมการนำเสนอในประเด็นสำคัญๆ ไว้เพื่อเตรียมตัวสำหรับการนำเสนอบนเวที การสัมภาษณ์ซักถาม และการนำเสนอหน้าแผ่นป้ายนิทรรศการโครงงาน ให้คณะกรรมการและผู้มาชมนิทรรรศการโครงงานสามารถเข้าใจได้ในระยะเวลาอันจำกัด
กิจกรรมแนะนำสำหรับครูที่ปรึกษา
ครูที่ปรึกษาควรฝึกหัดให้นักเรียนนำเสนอโครงงานในหลากหลายเงื่อนไขเวลาและสถานการณ์ เช่น การนำเสนอในเวลา ๗ นาทีบนเวที การนำเสนอในเวลา ๓ นาทีที่หน้าบอร์ด การนำเสนอใน ๓ ประโยคที่หน้าบอร์ดแต่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ไว เป็นต้น

หลักเกณฑ์การพิจารณา
๑) โครงงานคุณธรรมที่ส่งเข้าประกวดนั้น ต้องเป็นโครงงานที่คิดริเริ่มโดยตัวของเยาวชนเอง ไม่ว่าจะเป็นการคิดงานใหม่หรือคิดปรับปรุงแก้ปัญหางานเดิมก็ได้ โดยพิจารณาในสองส่วนสำคัญคือการที่เยาวชนคิดเองทำเองอย่างแท้จริง กับแนวคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆในการแก้ไขปัญหาที่มีความเป็นนวัตกรรม (Constructive & Creative Moral Project)
๒) มีการใช้หลักธรรม ในทางพระพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นที่เกี่ยวข้อง และอัญเชิญพระราชดำรัส/แนวพระราชดำริสำคัญ เช่น เศรษฐกิจพอเพียง, ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย และ/หรือ บวร (บ้าน-วัด-โรงเรียน/ราชการ) มาใช้เป็นหลักการหรือแนวทางในการดำเนินการโครงงานได้อย่างสอดคล้องเหมาะสม กล่าวคือมีการยกหัวข้อหลักธรรมได้สอดคล้องกับประเด็นปัญหาและวิธีการดำเนินงาน มีการอธิบายความหมายหัวข้อหลักธรรมนั้นได้ถูกต้องกระชับ ไม่สั้นหรือเยิ่นเย้อจนเกินไป มีการอธิบายเชื่อมโยงหลักธรรมหรือพระราชดำรินั้นๆ มาสู่แนวคิดในการทำโครงงานหรือเชื่อมโยงมาสู่การปฏิบัติงานหรือกิจกรรมต่างๆในโครงงานได้เป็นที่เข้าใจ
๓) ความเป็นโครงงาน ที่มุ่งเน้นกระบวนการทางปัญญาในการสังเกตสำรวจค้นคว้าคิดวิเคราะห์คิดสังเคราะห์จนเข้าใจในประเด็นที่เลือกมาทำโครงงานได้ตลอดสายระหว่าง ปัญหา-สาเหตุ-เป้าหมาย-ทางแก้
ทั้งนี้การวิเคราะห์ความเป็นเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกัน ควรเริ่มจากการพิจารณาว่าปัญหาที่เลือกมาทำโครงงานนั้นระบุได้เป็นประเด็นที่ชัดเจนหรือไม่ แล้วจึงวิเคราะห์เชื่อมโยงต่อไปได้ว่า ปัญหานั้นมีสาเหตุมาจากอะไร ทั้งสาเหตุหลักและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ โดยพิจารณาดูว่ามีความเป็นเหตุเป็นผลที่น่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่? (ควรมีสถิติข้อมูลจากการสังเกตสำรวจหรือจากแหล่งอ้างอิงจากหน่วยงานในพื้นที่จริงเช่นข้อมูลจากฝ่ายปกครองมาประกอบการวิเคราะห์ปัญหาสาเหตุด้วยจะทำให้มีความเป็นโครงงานสูง)
ก็ต้องพิจารณาว่ามีการวางเป้าหมาย ได้ชัดเจน และรับกันกับปัญหาที่ตั้งไว้หรือไม่ โดยปกติทั่วไปเป้าหมายต้องมีสภาวะตรงข้ามกับปัญหา อย่างเช่น ตั้งปัญหาไว้ว่า “โรงเรียนสกปรก นักเรียนมีพฤติกรรมไม่รักษาความสะอาดทิ้งขยะไม่ลงถัง” เป้าหมายก็ต้องวางในลักษณะตรงข้ามกันคือ “โรงเรียนสะอาดไม่มีขยะทิ้งตกค้างในบริเวณต่างๆ นักเรียนช่วยกันรักษาความสะอาด ทิ้งขยะได้ลงถัง” โดยระบุรายละเอียดเพิ่มเติมให้ชัดว่า ขอบเขต และเป้าหมายเชิงปริมาณ-เชิงคุณภาพ เป็นอย่างไร
และเมื่อเห็นปัญหาสาเหตุและวางเป้าหมายได้ชัดแล้ว ก็ต้องพิจารณาต่อว่า จะมีวิธีการ/กิจกรรม/การสื่อสารประชาสัมพันธ์รณรงค์ อะไรอย่างไรบ้างเพื่อไปสู่เป้าหมายให้ได้ และวิธีการหรือกิจกรรมเหล่านี้แก้ปัญหาที่สาเหตุหลักและแก้ที่ปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้เกิดปัญหาหรือไม่ เพราะการแก้ปัญหาที่ดีที่ถูกต้องและมีประสิทธิผลคือการแก้ปัญหาที่สาเหตุนั่นเอง
ในขั้นตอนที่ทำโครงงานแล้วและจัดทำเป็นรายงาน การมีข้อมูลสถิติและนำเสนอข้อมูลสถิติที่ได้จากการทำงานมานั้นให้เหมาะสมเข้าใจง่าย ทำให้ผู้อ่านเห็นที่มาที่ไปได้ชัด เห็นการเปลี่ยนแปลงและความสำเร็จของโครงงานได้ชัด ก็จะแสดงออกความเป็นโครงงานสูง ทั้งนี้ ต้องระวังว่าไม่ได้ไปเน้นการทำข้อมูลสถิติที่ยุ่งยากทางวิชาการมากเกินไป มากเกินกว่าระดับการศึกษาของเด็กและเยาวชน (ไม่ถึงขนาดทำแบบวิทยานิพนธ์) แค่พิจารณาว่ามีวิธีคิดของการแสวงหาข้อมูล เก็บข้อมูลสถิติมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนงานติดตามงานประเมินและปรับปรุงงานในเบื้องต้น ก็เพียงพอแล้ว ในขั้นตอนของข้อมูลสถิตินี้อนุญาตให้ครูที่ปรึกษาสามารถช่วยแนะนำวางแผนให้กับเด็กและเยาวชนได้
๔) ประเด็นที่เลือกทำโครงงานมีคุณประโยชน์ในการแก้ปัญหาด้านความเสื่อมทรามทางศีลธรรม โดยเฉพาะเป็นการแก้ปัญหาของโรงเรียนหรือชุมชนของตนเองเป็นสำคัญ ในปีการศึกษานี้มุ่งเน้นในแนวคิดที่ว่า “ลดละเลิกพฤติกรรมเสี่ยง สร้างเสริมงานจิตอาสาพัฒนาโรงเรียนและชุมชน”
การให้คะแนนมากเป็นพิเศษนั้น จะพิจารณาให้กับโครงงานที่เลือกและระบุประเด็นปัญหาได้เด่นชัด ที่มุ่งปรับแก้พฤติกรรมเสี่ยงที่ผิดศีลธรรมของนักเรียน เช่น การแก้ปัญหาการเสียตัวก่อนวัยอันควร (ไม่รักนวลสงวนตัว), การติดบุหรี่สุรายาเสพติด, การทะเลาะกันโดยใช้ความรุนแรง (ชกต่อย-ตบตีกัน), การติดการพนันอบายมุข-ติดเกมส์คอมพิวเตอร์, การลักโขมย, การเสพสื่อหรือผลิตสื่อลามกอนาจาร, การหนีเรียน, การทำลาย-ไม่ดูแลสาธารณสมบัติ, ครอบครัวไม่อบอุ่น เป็นต้น
อีกอย่างหนึ่ง คือโครงงานที่มุ่งเน้นการบ่มเพาะจิตอาสา เป็นอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างเด่นชัด เช่น อาสาช่วยงานในโรงเรียน วัด ชุมชน โรงพยาบาล ช่วยแก้ปัญหาไม่มีคนดูแลผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วย ผู้พิการในชุมชน เป็นต้น ก็จะได้รับคะแนนจากการพิจารณาเป็นพิเศษเช่นกัน (แต่ต้องไม่ได้เป็นโครงงานแบบเหมารวมกิจกรรมต่างๆ ของร.ร.มาใส่เต็มไปหมด)
๕) ความเป็นไปได้ของร่างโครงงาน หรือผลสัมฤทธิ์ของโครงงาน ที่บรรลุผลได้ตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงงานที่ตั้งไว้ รวมทั้งการทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาการแก่ผู้เรียนได้จริง ทั้งทางด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา แม้จะมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและปัจจัยต่างๆ
หากเป็นร่างโครงงานก็พิจาณาจากความเป็นไปได้ถึงแผนงานวิธีการและกิจกรรมต่างๆ ภายใต้ระยะเวลา งบประมาณ และข้อจำกัดจากสถานการณ์ในพื้นที่จริง ว่ามีความเป็นไปได้ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่? อย่างไร? ทั้งนี้ไม่ควรรีบสบประมาทแนวคิดของเด็กว่าทำไม่ได้ แต่ควรเป็นการพิจารณาเชิงแนะนำและให้กำลังใจแก่เด็กและเยาวชนในการทำโครงงานต่อไป
หากเป็นการพิจารณาโครงงานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ก็ต้องพิจาณาที่ความสำเร็จของงานส่วนหนึ่ง และการเรียนรู้-พัฒนาคุณธรรมความดีของคนอีกส่วนหนึ่ง โดยพิจารณาผลสำเร็จของงานว่าได้ตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ไม่ใช่แค่ดูว่าได้ตามเป้าหรือเกินเป้าหรือไม่ เพราะผู้ทำอาจใช้เทคนิคการตั้งเป้าหมายไว้ต่ำเพื่อให้ได้ผลงานเกินเป้า ต้องดูประกอบกับความยากง่ายของงาน-สถานการณ์ของปัญหาด้วย
๖) การสร้างความมีส่วนร่วมแก่บุคคลหลายฝ่ายโดยเฉพาะชุมชน (บ-ว-ร: บ้าน-วัด-โรงเรียน) ได้มากที่สุด โดยพิจารณาจากการวางขอบเขตการทำงาน การระบุกลุ่มเป้าหมาย การสร้างเครือข่ายแกนนำหรือกลุ่มสมาชิกหรือการตั้งเป็นชมรม/ชุมนุม เป็นต้น ทั้งนี้มิได้พิจารณาแต่เพียงจำนวนตัวเลขของคนเท่านั้น ต้องดูบริบทแวดล้อมของโรงเรียนประกอบด้วย
๗) การพึ่งตนเองได้ ด้วยความขยันหมั่นเพียรทำงานจริง การแสดงออกถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทเพียรพยายามของกลุ่มเยาวชนเองจนเป็นที่ประจักษ์ โดยมีช่วงเวลาทำงานจริงไม่น้อยกว่า ๒ เดือนต่อ ๑ ภาคการศึกษา (ไม่รวมเวลาที่ทำงานด้านเอกสาร), ลักษณะของกิจกรรมและวิธีการปฏิบัติงานพิสูจน์ให้เห็นถึงการเกาะติดมุ่งมั่นทุ่มเททำจริง, การทำงานลงสู่กลุ่มเป้าหมายและประชากรอย่างต่อเนื่องจนสามารถนำลงสู่วิถีชีวิตปกติของคนในโรงเรียนหรือชุมชนได้ จนเกิดการยอมรับและปรับเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้จริง
๘) การสืบต่อไปได้อย่างยั่งยืน ได้แก่ การมีแผนงานในอนาคตที่ชัดเจนและเป็นไปได้สูง, มีการสืบต่อของกลุ่มแกนนำไปยังรุ่นน้องรุ่นต่อไปได้, และมีวิธีการระดมทุนหรือการแสวงหาแหล่งที่มาของงบประมาณเพิ่มเติมได้เอง เป็นต้น
๙) นำเสนอได้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งเทคนิควิธีการและกิริยามารยาทที่ดี ทั้งนี้ กลุ่มเยาวชนผู้รับผิดชอบโครงงาน สามารถใช้ทักษะวิธีการทางศิลปะ ดนตรี กีฬา การแสดง สื่อเทคโนโลยี ฯลฯ มาบูรณาการและประยุกต์ใช้ร่วมได้ เพื่อสร้างความน่าสนใจในการสื่อสาร-ประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมทั้งการแสดงออกที่ดี มีกิริยามารยาทและบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับกาลเทศะ ที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ การฝึกฝนทักษะการนำเสนอ มิใช่การฝึกซ้อมเพียงเพื่อสร้างภาพความสำเร็จของงานให้ถูกใจกรรมการเท่านั้น แต่เป็นทักษะการสื่อสารความดี การบอกเล่าความดีที่ตนเองได้ทำจริงได้อย่างน่าสนใจและสร้างความเข้าใจได้ชัดเจนในเวลาอันจำกัด ภายใต้วิธีการและสถานการณ์ที่หลากหลาย


การประเมินร่างโครงงาน
จากหลักเกณฑ์การพิจารณา ๙ ข้อดังกล่าว สามารถนำมาแยกย่อยเป็นเกณฑ์การให้คะแนนร่างโครงงาน ตามประเด็นการพิจารณา ๑๒ ข้อ ได้ดังนี้
ที่ ประเด็นพิจารณาให้คะแนน คะแนน
1 ริเริ่มจากเยาวชนเอง (คิดเองทำเองมาก) (Constructive)
คิดใหม่ ไอเดียดี มีแง่มุมน่าสนใจ (Creative) 15
2 คุณประโยชน์ด้านศีลธรรมเป็นสำคัญ (ให้คะแนนมากเป็นพิเศษแก่โครงงานที่มุ่งแก้พฤติกรรมเสี่ยงที่ผิดศีลธรรม และบ่มเพาะจิตอาสา) 15
3 วิเคราะห์ ปัญหา-สาเหตุ ได้สมเหตุผล และมีข้อมูลสถิติประกอบให้เห็นความสำคัญและเกิดความตระหนัก 10
4 ความเป็นไปได้ของร่างโครงงานโดยรวม ระบุเป้าหมายเชิงคุณภาพและปริมาณได้ชัดเจนเหมาะสม และมีความเป็นไปได้ 10
5 มีแผนการทำงานชัดเจน มีกิจกรรมที่มากพอและสามารถแก้ปัญหาได้ และมีระยะเวลาทำงานที่ต่อเนื่องกันนานกว่า ๒ เดือน 10
6 ใช้หลักธรรม/พระราชดำริได้ถูกต้อง-เหมาะสม อธิบายได้ดี 10
7 งบประมาณ สมเหตุผล – ประโยชน์สูงประหยัดสุด พึ่งตนเองได้มาก 5
8 สร้างการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายได้มาก (บวร) 5
9 ศักยภาพของผู้ทำโครงงานที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีได้ 5
10 นำเสนอออกมาจากใจ จริงใจ มิใช่แค่ท่องจำมา 5
11 กิริยามารยาทในการนำเสนอดูดีน่าประทับใจ 5
12 ความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารและสื่อนำเสนอ 5
รวมคะแนนทั้งหมด 100

การประเมินโครงงาน
จากหลักเกณฑ์การพิจารณา ๙ ข้อดังกล่าว สามารถนำมาแยกย่อยเป็นเกณฑ์การให้คะแนนโครงงาน ตามประเด็นการพิจารณา ๑๔ ข้อ ได้ดังนี้
ที่ ประเด็นพิจารณาให้คะแนน คะแนน
1 ริเริ่มจากเยาวชนเอง (คิดเองทำเองมาก) (Constructive)
คิดใหม่ ไอเดียดี มีแง่มุมน่าสนใจ (Creative) 10
2 คุณประโยชน์ด้านศีลธรรมเป็นสำคัญ (ให้คะแนนมากเป็นพิเศษสำหรับ โครงงานที่มุ่งแก้พฤติกรรมเสี่ยง และส่งเสริมจิตอาสา) 10
3 ขยันทำงาน มุ่งมั่นทุ่มเทเพียรพยายามเด่นชัด (นำทำเป็นแบบอย่าง) 10
4 เกิดผลสำเร็จ แก้ไขปัญหาได้ พัฒนาคุณธรรมกลุ่มเป้าหมายได้ 10
5 ผู้ทำเองเกิดการเรียนรู้ พัฒนาตนเองเป็นแบบอย่างที่ดีมากขึ้น 10
6 เก็บข้อมูลวิเคราะห์ประมวลผลเป็นสถิติได้ดี 10
7 ใช้หลักธรรม/พระราชดำริได้ถูกต้อง-เหมาะสม 5
8 ปัญหา-สาเหตุ-เป้าหมาย-ทางแก้สอดคล้องกันและสมเหตุผล 5
9 งบประมาณ พึ่งตนเองได้มาก - ประโยชน์สูงประหยัดสุด 5
10 สร้างการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายได้มาก (บวร) 5
11 โครงงานมีการสานต่อไปได้อีกนาน (เช่น มีรุ่นน้องสืบต่อ) 5
12 นำเสนอออกมาจากใจ จริงใจ มิใช่แค่ท่องจำมา 5
13 กิริยามารยาทในการนำเสนอดูดีน่าประทับใจ 5
14 ความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารและสื่อนำเสนอ 5
รวมคะแนนทั้งหมด 100


ภาคผนวก ก.
โครงการพัฒนาโครงงานคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
“เยาวชนไทย ทำดี ถวายในหลวง”
ปีการศึกษา ๒๕๕๒

• นวัตกรรมการเรียนรู้โครงงานคุณธรรม ๕ ประเภท ๑ ศูนย์
ก. โครงงานคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
ข. โครงงานสื่อคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
ค. โครงงานวิทย์-คุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
ง. โครงงานธุรกิจคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
จ. โครงงานการเมืองคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
ฉ. ศูนย์การเรียนรู้โครงงานคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ (โรงเรียนส่งเสริมคุณธรรม)

ส่วนกลาง มีการจัดประกวด/สรรหานวัตกรรมโครงงานคุณธรรม ๕ ประเภท เฉพาะ ระดับมัธยมศึกษา เป็นภารกิจหลัก โดยปฏิทินการทำงานของส่วนกลาง จะต่อยอดจากการประกวดในระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประกวดในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ เหมือนปี ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา
ส่วนการประกวดโครงงานคุณธรรม ระดับประถมศึกษา นั้น ให้ไปเข้าช่องทางการสรรหาและพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติแทน

- โครงงานสื่อคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
มิใช่แค่ผลิตสื่อ แต่มีที่มาของความคิดว่า “ทำไม? ถึงผลิตสื่อคุณธรรมนี้” มีแผนงานการผลิตสื่อ มีกระบวนการนำไปใช้ มีการติดตามประเมินผลว่า สื่อที่ผลิตขึ้นนี้ ทำให้เกิดผลดีอย่างไรต่อผู้รับสื่อ สื่อที่ผลิตขึ้นสามารถช่วยแก้ปัญหาที่ตั้งไว้ได้จริงหรือไม่? จึงจะมีความเป็นโครงงาน

- โครงงานวิทย์-คุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
เป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มิใช่แค่ทดลองเสร็จประกวดจบแล้วเลิกทำ ไม่จำเป็นต้องคิดค้นใหม่ก็ได้ แต่เน้นการนำไปใช้จริงเพื่อพัฒนา/แก้ไขปัญหาจริงๆ ในลักษณะงานจิตอาสา-บำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม ในโรงเรียนหรือชุมชน โดยสร้างจิตสำนึกความเสียสละต่อส่วนร่วมให้แก่เยาวชนได้ดี (บางโครงงานสามารถต่อยอดเป็นโครงงานธุรกิจคุณธรรม หาทุนมาสนับสนุนกิจกรรมการกุศลได้ด้วย)

- โครงงานธุรกิจคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ (ธุรกิจ 2 ช พอเพียง)
(โครงงานธุรกิจเพื่อพัฒนาชีวิตและชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เฉลิมพระเกียรติ)
ธุรกิจที่ไม่ได้เน้นผลกำไรสูงสุด เน้น “ประโยชน์สุข” สูงสุด ธุรกิจที่มีความเป็นโครงงาน สอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ “ร่วมกัน ทำดี อย่างมีปัญญา” และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่ธุรกิจบาป ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ไม่เป็นธุรกิจที่ขัดกับหลักศีลธรรม
เป็นธุรกิจที่มีแนวคิดดีๆใหม่ๆที่ช่วยแก้ปัญหาจริงในโรงเรียนชุมชน ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เน้นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างประหยัดคุ้มค่าสูงสุด มีผลกำไรที่อย่างน้อย 10% นำเข้ากองทุนโครงงานคุณธรรม (กองทุนทำดี) ของโรงเรียน ที่เหลือเป็นทุนหมุนเวียนของธุรกิจเพื่อปรับปรุงหรือขยายกิจการ และจัดสรรเป็นเงินออมหรือทุนการศึกษาของคนทำงาน

- โครงงานการเมืองคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
โครงงานเชิงยุทธศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีศักยภาพเป็นผู้นำตัวจริง คิดการใหญ่ (Think Big) ได้ดี มีคุณธรรมเป็นแบบอย่าง มาร่วมกันคิดออกแบบองค์กร โครงสร้าง การเมืองภาคเยาวชน ด้วยตนเองอย่างสร้างสรรค์ไม่จำกัดรูปแบบ เพื่อเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อน-เกาะติดการทำความดีของเยาวชน การแก้ปัญหาของเยาวชนด้วยเยาวชนเอง ทั้งนี้ เยาวชนที่เข้ามาสู่ตำแหน่งบริหารองค์กรการเมืองนี้ ต้องเป็นแบบอย่างและถูกฝึกฝนอบรมให้มีคุณลักษณะ ๓ ด้านด้วยกัน คือ ๑) รักชาติรักส่วนรวม ด้วยงานอาสาสมัคร ๒) เป็นคนดีมีศีลธรรม ด้วยการปฏิบัติทางศาสนา ๓) มีความรู้ความสามารถ ด้วยการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม โดยทั้ง ๓ ด้านนี้ต้องกำหนดให้เป็นข้อปฏิบัติเป็นวิถีชีวิตในแต่ละวัน/สัปดาห์/เดือน ที่วัดประเมินได้ นับเวลาปฏิบัติได้
โครงงานการเมืองคุณธรรมนี้ มักจะพัฒนามาจากการยกระดับโครงงานคุณธรรมขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพโดดเด่น มาเป็นองค์กรขับเคลื่อนให้เกิดโครงงานคุณธรรมทุกประเภททั้งระบบโรงเรียน หรือการยกเครื่องคณะกรรมการนักเรียนให้ถูกออกแบบใหม่ (re-engineering) ให้เป็นองค์กรที่เยาวชนรู้สึกเป็นเจ้าของเอง แล้วบริหารปกครองในด้านการส่งเสริมการทำความดีของเยาวชน การแก้ปัญหาของเยาวชนด้วยกันเอง อย่างเกาะติดและเข้มแข็ง ทั้งภายในโรงเรียนและลงสู่ชุมชน

- ศูนย์การเรียนรู้โครงงานคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
โรงเรียนที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ผ่านโครงงานคุณธรรมทั้ง ๕ ประเภท อย่างกว้างขวางในทุกช่วงชั้น ทั้งระบบโรงเรียน มิใช่มีแค่ไม่กี่โครงงานเพื่อส่งประกวดเท่านั้น จะเป็นโครงงานขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้แต่ต้องมีจำนวนโครงงาน ไม่น้อยกว่าเกณฑ์ขั้นต้นที่กำหนด ตามสูตร
โดย P = จำนวนโครงงาน N =จำนวนนักเรียนทั้งหมด
ทั้งนี้ มิใช่สักแต่ว่ามีโครงงานเยอะ แล้วจัดเป็นงานนิทรรศการ/เทศกาลครั้งเดียวจบ หรือ สร้างเอกสารหลอกๆ ขึ้นมาแต่มิได้ดำเนินการจริงจัง โครงงานทั้งหมด แม้จะเป็นโครงงานเล็กก็ตาม ต้องเป็นโครงงานที่ดำเนินงานจริงๆอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลาอย่างน้อย ๑ – ๒ เดือน ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ลงสู่ผู้เรียนได้จริง โครงงานบรรลุเป้าหมายได้ อนึ่ง โรงเรียนควรพัฒนารูปแบบรายงานโครงงานคุณธรรม เป็นฉบับง่าย ๓ – ๕ หน้ากระดาษ ก็ได้ ไม่ต้องทำเป็นรูปเล่มสมบูรณ์

การประเมิน ให้กรอกแบบประเมินแสดงจำนวนโครงงานและระดับความก้าวหน้าของโครงงานทั้งหมดของโรงเรียน พร้อมแนบสรุปย่อโครงงานใน ๑ หน้ากระดาษ และสรุปรูปภาพใน ๑ หน้ากระดาษมาประกอบด้วย ส่วนรูปเล่มโครงงานฉบับสมบูรณ์ ให้เลือกส่งเฉพาะโครงงานคุณธรรมที่มีคุณภาพโดดเด่นสูงสุด ๓ อันดับแรก ของโรงเรียน มาเป็นตัวอย่างสำหรับการพิจารณาในชั้นต้นของการประกวดคัดเลือก เพื่อเข้าสู่การประกวดในระดับประเทศ ต่อไป

ภาพรวมการประกวดโครงงานคุณธรรมระดับภูมิภาค และระดับประเทศ
- ปีนี้ กคพ.จะมุ่งเน้นการประเมินคัดเลือก ศูนย์การเรียนรู้โครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ เป็นภารกิจหลัก และจะให้การยกย่องสนับสนุนด้านองค์ความรู้ บุคลากร และงบประมาณ
- การประกวดระดับภูมิภาคจะรับสมัครเฉพาะโครงงานคุณธรรม ที่มาจากสถานศึกษาที่เข้าเกณฑ์ขั้นต้นของศูนย์การเรียนรู้โครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ เท่านั้น โดยเป็นการสรรหา/เสนอชื่อจาก สพท. ส่งมาที่ กคพ. หรือเป็นการสมัครโดยตรงของสถานศึกษามาที่ กคพ.ผ่านทางอีเมล์และไปรษณีย์
- การประกวดโครงงานคุณธรรมระดับภูมิภาค จะอยู่ในรูปแบบการจัดค่ายพัฒนาโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียติ ๘ ค่าย ๘ ภูมิภาค ตามตารางด้านล่างนี้ โดยเป็นการบูรณาการหลอมรวมรูปแบบค่าย นิทรรศการโครงงาน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการประกวดคัดเลือกโครงงานเข้าไว้ด้วยกันในค่ายเดียว โดยจะจัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ๒๕๕๒
- การเยี่ยมประเมินโครงงานในพื้นที่จริง จะอยู่ในช่วงเดือน ธันวาคม ๒๕๕๒ – มกราคม ๒๕๕๓
- การประกวดระดับประเทศ จะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม ๒๕๕๓

ตารางแสดงการแบ่งกลุ่มตามโครงการพัฒนาโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ ปีการศึกษา ๒๕๕๒
และค่ายพัฒนาโครงงานคุณธรรม “ผู้นำยุวชนกัลยาณมิตร” ๘ ค่าย ๘ ภูมิภาค

กลุ่มที่ ภูมิภาค จังหวัด (จำนวน สพท.) จน.จว. จน.สพท.
1 เหนือตอนบน เชียงใหม่(๖),แม่ฮ่องสอน(๒),ลำพูน(๒),เชียงราย(๔),
พะเยา(๒),ลำปาง(๓),น่าน(๒),แพร่(๒) 8 23
2 เหนือตอนล่าง สุโขทัย(๒),พิษณุโลก(๓),อุตรดิตถ์(๒),ตาก(๒),กำแพงเพชร(๒),พิจิตร(๒),เพชรบูรณ์(๓),นครสวรรค์(๓),อุทัยธานี(๒),ชัยนาท 10 22
3 อีสานบน อุดรธานี(๔),หนองคาย(๓),เลย(๓),สกลนคร(๓),นครพนม(๒),หนองบัวลำภู(๒),ขอนแก่น(๕),มุกดาหาร(๑) 8 23
4 อีสานล่าง กาฬสินธุ์(๓),มหาสารคาม(๓),ร้อยเอ็ด(๓),อุบลราชธานี(๕),ศรีสะเกษ(๔), ยโสธร(๒), สุรินทร์(๓),อำนาจเจริญ(๑) 8 24
5 ประตูอีสาน นครราชสีมา(๗),บุรีรัมย์(๔),ชัยภูมิ(๓),ปราจีนบุรี(๒),
นครนายก,สระแก้ว(๒),สระบุรี(๒),ลพบุรี(๒) 8 23
6 กลาง-ตะวันออก สิงห์บุรี,อ่างทอง,อยุธยา(๒),ปทุมธานี(๒),นนทบุรี(๒),กรุงเทพฯ(๓),สมุทรปราการ(๒),ฉะเชิงเทรา(๒),ชลบุรี(๓),ระยอง(๒),จันทบุรี(๒),ตราด(๑) 12 23
7 ตะวันตก-
ใต้ตอนบน นครปฐม(๒),สุพรรณบุรี(๓),กาญจนบุรี(๔),สมุทรสาคร,ประจวบคีรีขันธ์(๒),สมุทรสงคราม,ราชบุรี(๒),เพชรบุรี(๒),ชุมพร(๒),ระนอง, สุราษฎร์ธานี(๓) 11 23
8 ใต้ตอนล่าง พังงา,นครศรีธรรมราช(๔),ภูเก็ต,กระบี่,ตรัง(๒),สงขลา(๓),พัทลุง(๒),สตูล,ปัตตานี(๓),ยะลา(๓),นราธิวาส(๓) 11 24
รวมจำนวน 76 185



ใบสมัคร เข้ารับการประเมิน รอบที่ ๑
ศูนย์การเรียนรู้โครงงานคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
“ลดเลิกพฤติกรรมเสี่ยง เพิ่มจิตอาสา นำพาชุมชนเข้มแข็ง”
ภายใต้โครงการพัฒนาโครงงานคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
www.moralproject.net ปีการศึกษา ๒๕๕๒

๑. โรงเรียน/สถานศึกษา
ที่ตั้ง
อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษา
โทรศัพท์ โทรสาร e-mail:
จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้น ถึงระดับชั้น มีจำนวนครู/อาจารย์ คน
มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด คน แยกเป็น หญิง คน ชาย คน
ในปีการศึกษา ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา สถานศึกษา มีโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติจำนวน โครงงาน
สถานศึกษา ( ) สมัคร ( ) ไม่ได้สมัคร เข้าร่วมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ ของ สพฐ.
๒. ผู้อำนวยการ สถานศึกษา ชื่อ-นามสกุล
โทรศัพท์ มือถือ e-mail:
ครูผู้ประสานงาน ๑ ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง
โทรศัพท์ มือถือ e-mail
ครูผู้ประสานงาน ๒ ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง
โทรศัพท์ มือถือ e-mail:
๓. พระสงฆ์ที่ปรึกษา ชื่อ-ฉายา วัด
โทรศัพท์ มือถือ e-mail:
ศึกษานิเทศก์ สพท. ที่ปรึกษา ชื่อ-นามสกุล
โทรศัพท์ มือถือ e-mail:
ข้าพเจ้าในนามของสถานศึกษา ขอสมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อรับการประเมินคัดเลือกเพื่อยกระดับเป็นศูนย์การเรียนรู้โครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ ที่จะได้รับการสนับสนุนต่อไป
และถ้าหากมีการแจ้งข้อมูลที่เป็นเท็จ ข้าพเจ้ายินยอมที่จะสละสิทธิ์การได้รับประกาศเกียรติคุณหรือรางวัลใดๆ โดยถือว่าคำตัดสินของ คณะกรรมการกลางโครงการ เป็นที่สุด
ลายมือชื่อผู้สมัครแทนสถานศึกษา ลายมือชื่อผู้รับรอง

(…………………………..……...…) (…………………………..………...)
ผู้อำนวยการสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ที่ปรึกษา
………/………………/..……… ………/………………/..………
หมายเหตุ ส่งใบสมัครและตารางประมวลสรุปความก้าวหน้าโครงงานฯ ภายในวันที่ 3 มีนาคม 2552 ทางไปรษณีย์ มาที่ สนก.สพฐ.กระทรวงศึกษาธิการ (สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ พระมหาพงศ์นรินทร์ 081 924 4088 เกศกัญญา 089 889 0750)

ตารางประมวลสรุปความก้าวหน้าโครงงานคุณธรรม เฉลิมพระเกียรติ
การประเมินเพื่อคัดเลือก ศูนย์การเรียนรู้โครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ
รอบที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๒
สถานศึกษา สังกัด
ปีการศึกษา นักเรียนทั้งหมด คน จำนวนโครงงานคุณธรรมทั้งหมด โครงงาน
ระดับความก้าวหน้า ๑ จัดทำร่างโครงงานเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินงาน จำนวน โครงงาน
๒ กำลังเริ่มดำเนินงาน จำนวน โครงงาน
๓ ดำเนินงานยังไม่ถึง ๒ เดือน แล้วหยุดหรือเลิก จำนวน โครงงาน
๔ ดำเนินงานเกิน ๒ เดือนแล้ว ไม่ดำเนินงานต่อ จำนวน โครงงาน
๕ ดำเนินงานเกิน ๒ เดือนแล้ว ยังดำเนินงานต่ออีก จำนวน โครงงาน
ประเภท ก.โครงงานคุณธรรม ข.สื่อคุณธรรม ค.วิทย์-คุณธรรม ง.ธุรกิจคุณธรรม จ.การเมืองคุณธรรม

ที่ โครงงาน ประเภท ระดับความก้าวหน้า
๑ ๒ ๓ ๔ ๕
1
2
3
4
5




รวมจำนวนโครงงานตามระดับความก้าวหน้า

รับรองเอกสารถูกต้อง

ผู้อำนวยการสถานศึกษา
(วันที่ )


ภาคผนวก ข.
๑. รายงานโครงงาน จัดพิมพ์ให้มีจำนวนหน้า ๒๐–๕๐ หน้ากระดาษขนาด A4 ไม่รวมปก โดยแสดงเนื้อหา บทและหัวข้อต่างๆ ตามที่กำหนด ดังนี้ (ดูตัวอย่างโครงงานระดับประเทศ ที่ www.moralproject.net)
(๑) ปกหน้า
(๑.๑) ปกนอก (แสดงชื่อโครงงานเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ, ชื่อกลุ่มเยาวชนผู้รับผิดชอบโครงงาน, ชื่อสถานศึกษา, ชื่อสังกัด โดยระบุสพท., และพิมพ์ระบุว่า รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการประกวดโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๒ ระดับมัธยมศึกษา ที่จัดโดย กลุ่มกัลยาณมิตรเพื่อการเสริมสร้างเครือข่ายวิถีพุทธ (กคพ.) )
(๑.๒) ปกใน (แสดงชื่อโครงงานเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ, รายชื่อสมาชิกกลุ่มเยาวชนผู้รับผิดชอบโครงงานโดยระบุ ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง ชั้นเรียน, ชื่อ-ฉายา-นามสกุลพระสงฆ์ที่ปรึกษาโดยระบุวัดและที่ตั้งของวัด หมายเลขโทรศัพท์/E-mail, ชื่อผู้บริหารและครูที่ปรึกษาโดยระบุ ตำแหน่ง หมายเลขโทรศัพท์/E-mail, ชื่อสถานศึกษา ที่ตั้ง หมายเลขโทรศัพท์/โทรสาร/E-mail/เวบไซต์(ถ้ามี))
(๒) กิตติกรรมประกาศ (แสดงการขอบคุณบุคคล คณะ องค์กรต่างๆ ที่สนับสนุนการทำโครงงาน เป็นต้น)
(๓) บทคัดย่อ (สรุปย่อเนื้อหาและประเด็นสำคัญของโครงงานเป็นความเรียงใน ๑ หน้ากระดาษ)
(๔) ผังมโนทัศน์ (สรุปภาพรวมของโครงงานทั้งหมดเป็นผังมโนทัศน์ ใน ๑ หน้ากระดาษ)
(๕) บทที่ ๑ บทนำ
๑.๑ ที่มาและความสำคัญ (อธิบายความเป็นมา แรงบันดาลใจ หรือเหตุผล ที่ทำให้คิดทำโครงงานขึ้น)
๑.๒ วัตถุประสงค์ (แสดงจุดมุ่งหมายของการทำโครงงาน เป็นรายข้อ ไม่ควรเกิน ๕ ข้อ)
๑.๓ ขอบเขตการศึกษาเรียนรู้ (ระบุ กลุ่มเป้าหมาย กำหนดระยะเวลาและสถานที่ ในการดำเนินการโครงงาน)
(๖) บทที่ ๒ การดำเนินการโครงงาน
๒.๑ วิธีการดำเนินงาน (อธิบายวิธีการดำเนินงาน, แสดงแผนผังขั้นตอนการดำเนินงาน ,แสดงปฏิทินหรือกำหนดการดำเนินงาน และ/หรือ มีรูปภาพประกอบ)
๒.๒ งบประมาณ (แสดงรายการค่าใช้จ่ายโดยแยกเป็นรายหมวดและยอดรวม)
๒.๓ แหล่งที่มาของงบประมาณ (กรณีที่มีการระดมทุนหรือหางบประมาณเพิ่มเติมขึ้นเอง ให้อธิบายถึงวิธีการระดมทุนหรือการเข้าถึงแหล่งงบประมาณนั้นโดยย่อด้วย)
๒.๔ อุปสรรคความผิดพลาดและการแก้ปัญหา (อธิบายถึงอุปสรรคปัญหาหรือข้อขัดข้องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการดำเนินการโครงงาน และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วสรุปเป็นบทเรียนที่ได้จากการเผชิญปัญหานั้นๆ)
(๗) บทที่ ๓ ผลการดำเนินงาน
(แสดงผลการดำเนินงานโดยการอธิบายพร้อม รูปภาพ และ/หรือ มีสถิติ ตาราง หรือแผนภูมิ ประกอบ)
(๘) บทที่ ๔ การศึกษาวิเคราะห์
๔.๑ ปัญหาและสาเหตุ (ประมวลข้อมูลสภาพปัญหา แล้ววิเคราะห์สืบสาวหาสาเหตุของปัญหา)
๔.๒ เป้าหมายและทางแก้ (วิเคราะห์เชื่อมโยงเป้าหมายของโครงงานกับวิธีการดำเนินงาน ว่าเป็นหนทางไปสู่เป้าหมายที่วางไว้อย่างไร อย่างเป็นเหตุเป็นผล)
๔.๓ หลักการและหลักธรรมที่นำมาใช้ (แสดงหลักธรรมและแนวพระราชดำริ หรือหลักวิชาการต่างๆ ที่นำมาใช้ พร้อมอธิบายความหมายโดยย่อ แล้วอธิบายเชื่อมโยงกับโครงงาน อย่างสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผล)
๔.๔ ประเมินผลการดำเนินงาน (แสดงหรืออธิบายเหตุผลว่า ผลการดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงงานหรือไม่ เพียงใด เพราะเหตุใด และ/หรือแสดงสถิติประกอบ(ถ้ามี))
๔.๕ การประเมินตนเอง (สมาชิกกลุ่มเยาวชนผู้รับผิดชอบโครงงานทุกคน แสดงความคิดเห็นและความรู้สึกต่อการพัฒนาตนเอง หรือความประทับใจต่อสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างการดำเนินการโครงงาน)
๔.๖ การประเมินและวิจารณ์โดยผู้อื่น (แสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์ คำวิจารณ์ และข้อเสนอแนะ ของผู้บริหารสถานศึกษา อาจารย์และพระสงฆ์ที่ปรึกษาโครงงาน ๓ ท่าน และ/หรือ บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องอีกไม่เกิน ๕ คน เช่น ผู้ปกครอง, เพื่อนนักเรียนคนอื่นที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่ม, คนในชุมชน)
(๙) บทที่ ๕ บทสรุปและข้อเสนอแนะ
๕.๑ สรุปผลการดำเนินการโครงงาน (อธิบายสรุปภาพรวมของโครงงานทั้งหมดเชื่อมโยงสู่กระบวนการเรียนรู้และพัฒนาคุณธรรมตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงงานคุณธรรม)
๕.๒ แผนการดำเนินงานในอนาคตและข้อเสนอแนะ (แผนการดำเนินงานในภาคการศึกษาต่อไป)
(๑๐) เอกสารอ้างอิง (ถ้ามี)
(๑๑) ภาคผนวก (ถ้ามี)

๒. สรุปย่อโครงงาน ใน ๑ หน้ากระดาษ และสรุปรูปภาพโครงงาน ใน ๑ หน้ากระดาษ
สรุปย่อโครงงานทั้งหมดและรูปภาพประกอบลงใน ๒ หน้ากระดาษขนาด A4 ตามตัวอย่างในหน้าที่ ๒๒

๓. แผ่นพับ (Brochure) สรุปโครงงาน
สรุปโครงงานทั้งหมดลงใน ๑ แผ่นกระดาษขนาด A4 ที่พับ ๓ ส่วน ที่พิมพ์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยออกแบบและพิจารณาเลือกเนื้อหา รูปภาพ ตารางหรือแผนภูมิประกอบ ให้สวยงามสำหรับเผยแพร่

๔. สื่อ Presentation ทางคอมพิวเตอร์หรือ VCD นำเสนอโครงงาน
เล่าเรื่องแสดงภาพรวมและเจาะประเด็นสำคัญของโครงงานลงในสื่อ Presentation ทางคอมพิวเตอร์ในระยะเวลาไม่เกิน ๗ นาที โดยสามารถจัดทำเป็นภาพเคลื่อนไหววีดิทัศน์ (VCD) หรือ เป็นแผนภาพการนำเสนอ ด้วยโปรแกรมจำพวก presentation เช่น Powerpoint ก็ได้

๕. แผ่นป้าย (Board) นิทรรศการโครงงาน
แสดงภาพรวมและสรุปสาระสำคัญของโครงงานทั้งหมด ได้แก่ ชื่อโครงงาน สถานศึกษา รายชื่อที่ปรึกษาและกลุ่มเยาวชนผู้รับผิดชอบโครงงาน บทคัดย่อ ผังมโนทัศน์ วิธีการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน ข้อมูลสถิติ การประเมินผลสรุปผล เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการจัดแสดงเป็น แผนผัง แผนภูมิ รูปภาพ ตาราง สัญลักษณ์ ฯลฯ ที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจได้โดยไว โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคทางศิลปะมาช่วยนำเสนอให้เกิดการสื่อความได้ง่าย ชัดเจน และน่าสนใจ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้














(ตัวอย่าง สรุปย่อโครงงานใน ๑ หน้ากระดาษ)
โครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๒ ระดับมัธยมศึกษา
โครงงาน “ ลด ละ เลิก บุหรี่ – เมรัย สานสายใย เทิดไท้องค์ราชันย์ ”
(Stop Drinking and Smoking, Make Homesweet and Unanimity to Pay His Majesty’ s Loyalty)
โดยเยาวชนกลุ่ม “ดวงตาเห็นธรรม” โรงเรียนเวียงมอกวิทยา ตำบลเวียงมอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง
สพท. ลำปาง เขต ๒
หลักธรรมสำคัญ : ศีล ๕ , อบายมุข ๖ , ไตรสิกขา
พระราชดำริ / พระราชดำรัส : บวร ( บ้าน วัด โรงเรียน ) และ เศรษฐกิจพอเพียง ( การสร้างภูมิคุ้มกัน)
ประเด็นปัญหาหลัก : นักเรียนดื่มเหล้า-สูบบุหรี่ อันเนื่องจากนักเรียนคบเพื่อนกลุ่มเสี่ยง หลงผิด และมีพฤติกรรมลอกเลียนแบบ ผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลลูก ตามใจลูกและเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี สภาพชุมชนดื่ม-สูบไม่เลือกที่ ไม่ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบและไม่มีภูมิคุ้มกัน อีกทั้งชุมชนมีเป็นพื้นที่เสี่ยง ( มีร้านค้าขายเหล้า-บุหรี่ จำนวน ๗ ร้าน) และนักเรียนห่างเหินธรรมะที่ใช้ในการขัดเกลาจิตใจ
กลุ่มเป้าหมาย : นักเรียนโรงเรียนเวียงมอกวิทยาและนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง (จำนวน ๒๒ คน)
กิจกรรมเด่น : คณะกรรมการโครงงานฯได้สานต่อกิจกรรมในภาคเรียนที่ ๑ ประกอบด้วย กิจกรรม “แกนนำผู้ก่อการดีกัลยาณมิตร ( D+ )” กิจกรรม “กระบอกเสียงแห่งธรรม” กิจกรรม “บริสุทธิ์ใจ ค้นได้ทั่วตัว” กิจกรรม “รู้แจ้ง เห็นกรรม” (อบรมธรรมะ-วิปัสสนา) และจัดกิจกรรมเพิ่มเติมภาคเรียนที่ ๒ ประกอบด้วย ( ๑) กิจกรรม “ สายลับสีขาว ” (๒) กิจกรรม “ ปลูกจิตสำนึกลด ละ เลิก เหล้า – บุหรี่” ( ๓) กิจกรรม “ นำสื่อความดี สู่ชุมชน” และ ( ๔) กิจกรรม “ สานสายใยครู สู่รั้วบ้าน” กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่มุ่งการติดตามพฤติกรรม แก้ไขปัญหา และปลูกจิตสำนึกการลด ละ เลิก บุหรี่-เหล้าของนักเรียนและนักเรียนกลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นปัจจุบันและใกล้ชิดจากสายลับสีขาวและแกนนำผู้ก่อการดีกัลยาณมิตร อีกทั้งได้โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากครูประจำชั้น ผู้ปกครอง และทุกฝ่ายในชุมชน
ผลที่เกิดขึ้น : นักเรียนมีค่านิยมในการลด ละ เลิก บุหรี่-เมรัยจากการจัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย ตามแนวพระราชดำริบวรและหลักพุทธวิถี และสรุปผลสัมฤทธิ์ในภาคเรียนที่ ๒ พบว่า นักเรียนกลุ่มเสี่ยง ๒๒ คน มีพฤติกรรมปลอดจากเหล้า-บุหรี่ รวม ๑๘ คน ร้อยละ๘๑.๘๑ ( เพิ่มจากภาคเรียนที่ ๑ ร้อยละ ๙.๐๘) และมีพฤติกรมไม่ปลอดจากเหล้า-บุหรี่ รวม ๔ คน ร้อยละ ๑๘.๑๙ ( ภาคเรียนที่ ๑ จำนวน ๓ คน ร้อยละ ๒๗.๒๗ ค่าเฉลี่ยลดลงจากเดิมร้อยละ ๙.๐๘ )
กลุ่มเยาวชนผู้รับผิดชอบโครงงาน :
๑. นายธีรพล ชายเมือง ม.๖ ประธาน
๒.นายสุทธิพงษ์ ติ๊บจ่อ ม.๖ รองประธาน
๓.นางสาวขวัญฤดี ชุ่มชุมภู ม.๖ รองประธาน
๔.นางสาวเบญจมาศ สมมะโน ม.๖ เลขานุการ
๕.นางสาวบุษยารัตน์ สิงห์คำโล ม.๖ เหรัญญิก
๖.นางสาววิลาวรรณ ศรีงาม ม.๖ ประชาสัมพันธ์
๗.นางสาวนุภา ลาวเชียง ม.๖ สวัสดิการ
๘.นางสาวอรพรรณ สีเมือง ม.๖ สวัสดิการ พระสงฆ์ที่ปรึกษา : พระครูวิรุฬห์พิพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดห้วยริน
ผู้บริหารที่ปรึกษา : นายมานพ แสนทวี ผู้อำนวยการโรงเรียน
ครูที่ปรึกษา : นายศานติกรศิ์ วงค์เขียว
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษไทย
จำนวนครู ๒๔ คน จำนวนนักเรียน ๔๗๙ คน แยกเป็น ช่วงชั้นที่ ๓ รวม ๓๕๓ คน ช่วงชั้นที่ ๔ รวม ๑๒๔ คน
ติดต่อ ครูศานติกรศิ์ โทร. ๐๘๑ ๒๘๘ ๗๒๘๓
สนับสนุนโดย - กลุ่มกัลยาณมิตรเพื่อการเสริมสร้างเครือข่ายวิถีพุทธ (กคพ.)
- ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม)
- สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) (โครงการโรงเรียนวิถีพุทธ)

(ตัวอย่าง) ผังสรุปมโนทัศน์โครงงานคุณธรรม แบบตารางวิเคราะห์คำถาม ๕ ข้อ (ปัญหา-สาเหตุ-เป้าหมาย-ทางแก้-หลักธรรม/พระราชดำริ)
ชื่อโครงงาน: “ลูกแกะเทวดา ล้อมหมาป่าให้สิ้นฤทธิ์” พิชิตปัญหาบุหรี่สุรา พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง กลุ่ม: ลูกแกะขั้นเทพ โรงเรียน: ไตรสิกขาวิทยา
(๑) ปัญหา
- นักเรียนกลุ่มเสี่ยง จำนวน ๓๐ คน มีพฤติกรรมดื่มเหล้า สูบบุหรี่
- เพื่อนนักเรียนมีแนวโน้มลอกเลียนแบบพฤติกรรมเพื่อนกลุ่มเสี่ยงในทางไม่ดีเพิ่มขึ้น



(๓) เป้าหมาย
- นักเรียนกลุ่มเสี่ยง ทั้งหมด ๓๐ คน ลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยงลงได้
โดยอย่างน้อย ๒๕ คน เลิกดื่มเหล้าสูบบุหรี่ลงได้เด็ดขาด ภายในภาคการศึกษาที่ ๑
- นักเรียนทั้งโรงเรียน ๑,๒๐๐ คน เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ช่วยกันเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงปฏิเสธการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ได้
- นร.กลุ่มเสี่ยง ๓๐ คน+แกนนำกัลยาณมิตร ๓๐ คน ร่วมกันทำงานจิตอาสาต่อส่วนรวม
- นักเรียนในโรงเรียนมีพฤติกรรมใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
(๒) สาเหตุ
ปัจจัยภายใน
นร.มีความหลงผิด, ค่านิยมผิดตามเพื่อน, อยากรู้อยากลอง
นร.ขาดความรู้ ขาดความตระหนัก ในพิษภัยของบุหรี่ สุรา ยาเสพติด
นร.ไม่เคารพยำเกรงในกฏระเบียบของโรงเรียน
นร.ขาดธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในจิตใจ ไม่ค่อยเข้าวัด-ปฏิบัติธรรม
ปัจจัยภายนอก
อิทธิพลเพื่อนกลุ่มเสี่ยง ชักชวน และสร้างค่านิยมผิดๆ
ครอบครัวไม่ค่อยดูแล เอาใจใส่ ขาดความเข้าใจในวัยรุ่น
ผู้ปกครอง/คนในชุมชน เป็นแบบอย่างไม่ดี ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ให้พบเห็นได้ในที่สาธารณะ
ชุมชนมีพื้นที่เสี่ยง เช่น ร้านขายเหล้าบุหรี่ ถึง ๑๐ ร้าน อยู่ใกล้โรงเรียนถึง ๕ ร้าน
โรงเรียน วัด ชุมชน ไม่มีพื้นที่หรือให้โอกาสวัยรุ่นใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ หรือมีไม่พอ (๔) ทางแก้
- จัดอบรมให้ความรู้สร้างความตระหนักในโทษภัยของบุหรี่ สุรา ยาเสพติด
- จัดรายการ “จะเป็นคนดี ฉันสัญญา” ทางเสียงตามสายของโรงเรียน
- ตั้งกลุ่ม “เพื่อนแท้” ดูแลเพื่อนกลุ่มเสี่ยงเป็นรายบุคคลด้วยพลังบวก จนกว่าจะเลิก
- จัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวัง “สายลับสีขาว” รายงานพฤติกรรมเสี่ยงทั้งในและนอก ร.ร.
- จัดตั้งกลุ่มนักเรียนอาสาสุ่มตรวจค้น ทุกวันตอนเช้า “บริสุทธิ์ใจค้นได้ทั่วตัว”
- เพื่อนแท้ ไปเยี่ยมบ้าน กลุ่มเสี่ยง เป็นประจำสัปดาห์ละ ๒ – ๓ ครั้ง
- นักเรียนกลุ่มเสี่ยง ๓๐ คน นักเรียนแกนนำ “เพื่อนแท้” ๓๐ คน ร่วมกันทำงานจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ในโรงเรียนทุกเช้า ที่โรงพยาบาลทุกวันเสาร์ และที่วัดทุกวันอาทิตย์
- ประชุมร่วม ครู ผู้ปกครอง นร. กับหน่วยงานในชุมชน ตำรวจ สาธารณสุข ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ให้รับทราบและตระหนักชัดในปัญหา ให้ช่วยกันแก้ปัญหาและเฝ้าระวัง
- จัดกิจกรรม “ครอบครัวสามัคคี เล่นกีฬา พาเข้าวัด ปฏิบัติธรรม” ทุกส.-อา.ต้นเดือน
(๕) หลักธรรมที่ขาด/บกพร่อง ที่ควรปลูกฝัง: ศีลข้อที่ ๕, หลีกเว้น “อบายมุข”, สังคหวัตถุ ๔ (ทาน, ปิยวาจา, อัตถจริยา, สมานัตตตา), ไตรสิกขา (ศีล, สมาธิ, ปัญญา)
พระราชดำริ/พระราชดำรัส ที่อัญเชิญมาใช้: บวร (บ้าน-วัด-โรงเรียน/ราชการ), ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (พอประมาณ, มีเหตุผล, มีภูมิคุ้มกัน)


ภาคผนวก ค.
ปฏิทินงานโครงการพัฒนาโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ ปีการศึกษา ๒๕๕๒
ตารางสรุปการดำเนินงาน ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓
ที่ ปฏิทินงาน มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค ก.พ มี.ค
๑ ประชาสัมพันธ์

๒ สพท. รับสมัครสถานศึกษาเข้าโครงการและรับสมัครเยาวชนเข้าอบรมเตรียมความพร้อม



๓ สพท. จัดประชุม/ค่ายอบรมการทำโครงงาน

๔ กลุ่มเยาวชนส่ง ร่างโครงงานและใบสมัครเข้าร่วมโครงการมาที่ สพท. (เพื่อสมัครขอรับทุน)

๕ สพท.ประกาศรับรองการสมัคร (และ/หรือ มอบทุนรางวัล) และส่งข้อมูลการสมัครมาที่ สนก. สพฐ.


๖ กลุ่มเยาวชนผู้รับผิดชอบ ดำเนินการโครงงานระยะที่ ๑


๗ สถานศึกษาและ สพท.ช่วยสนับสนุนติดตามประเมินผล

๘ สพท.จัดประกวดโครงงานระดับเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อคัดเลือกตัวแทนกลุ่มเยาวชนผู้รับผิดชอบโครงงาน ๑ โครงงานมาเข้าค่ายพัฒนาโครงงานฯ
และพิธีมอบโล่/เกียรติบัตร/เงินรางวัล ระดับ สพท.

๙ กคพ.ร่วมกับ สพท. ๘ แห่ง จัดค่ายพัฒนาโครงงานฯ นิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการประกวดโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ ๘ ภูมิภาค



๑๐ กลุ่มเยาวชนผู้รับผิดชอบดำเนินการโครงงานระยะที่ ๒


๑๑ กคพ.ตรวจเยี่ยม ๓๒ โครงงานที่เข้ารอบในพื้นที่จริง

๑๒ สถานศึกษาสนับสนุนให้กลุ่มเยาวชนผู้รับผิดชอบฯประมวลสรุปผลการดำเนินงานทั้ง ๒ ระยะ และจัดทำเอกสารและสื่อนำเสนอโครงงาน ฉบับสมบูรณ์


๑๓ ๓๒ โครงงานที่เข้ารอบมีตัวแทนมาเข้า (๑) ค่ายสุดยอดผู้นำยุวชนกัลยาณมิตร (๒) การประกวดโครงงานรอบชิงชนะเลิศ ระดับประเทศ (๓) พิธีมอบรางวัลเกียรติยศ และ (๔) นิทรรศการโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ ระดับประเทศ


คณะที่ปรึกษา โครงการประกวดโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ
๑. พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๒. พระอาจารย์ชยสาโรภิกฺขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ
๓. พระศรีญาณโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
๔. พระอาจารย์ดุษฎี เมธังกุโร พระวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักปฏิบัติธรรมทุ่งไผ่ จังหวัดชุมพร
๕. พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสื่อสารธรรมะ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
๖. นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ
๗. คุณหญิงพวงรัตน วิเวกานนท์ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย
๘. ศาสตราจารย์กิตติคุณ สุมน อมรวิวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา และที่ปรึกษาธรรมอาสาสมัครฝ่ายวิชาการ
๙. ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา
๑๐. ดร.มนูญ มุกข์ประดิษฐ์ รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา
๑๑. คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
๑๒. ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
คณะกรรมการกลาง โครงการประกวดโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ
๑. พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส ประธาน กคพ. และประธานโครงการฯ วัดสุทัศนเทพวราราม
๒. พระมหาวิชาญ สุวิชาโน หัวหน้าพระวิทยากร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดยานนาวา
๓. พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท พระวิทยากรหัวหน้ากลุ่มพัฒนาจิต “เพื่อชีวิตดีงาม” วัดสระเกศ
๔. พระเจษฎา สมาหิโต พระวิทยากรแกนนำโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ จังหวัดอ่างทอง
๕. พระสรยุทธ์ ชยปญฺโญ รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม จังหวัดเชียงใหม่
๖. รศ.บุญนำ ทานสัมฤทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ร่วมก่อตั้งโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ
๗. รศ.ประภาภัทร นิยม ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณและสถาบันอาศรมศิลป์ เหรัญญิก กคพ.
๘. ดร.สิริกร มณีรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ร่วมก่อตั้งโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ
๙. ดร.อรทัย มูลคำ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา*
๑๐. นางสาวนราทิพย์ พุ่มทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม
๑๑. นายปกรณ์ ตันสกุล รองอธิบดี กรมการศาสนา
๑๒. นายพงษ์ชัย ศรีพันธุ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
๑๓. นางสาววิไลวรรณ ถึกไทย ผู้แทนศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม
๑๔. นางบุบผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์ ผู้บริหารโรงเรียนทอสี และเครือข่าย ๓ ประสาน ร.ร.วิถีพุทธ
๑๕. นางสาวอนินทิตา โปษะกฤษณะ ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลหนูน้อยและเครือข่าย ๓ ประสาน ร.ร.วิถีพุทธ
๑๖. ดร.ไพรัช สู่แสนสุข อาจารย์วิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร
๑๗. นายพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา ศิลปินธรรมะบันเทิง กลุ่มเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธา
๑๘. ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ. เลขานุการ กคพ.
กลุ่มกัลยาณมิตรเพื่อการเสริมสร้างเครือข่ายวิถีพุทธ (กคพ.)
ศูนย์ประสานงานการประกวดโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ
โครงการโรงเรียนวิถีพุทธ (ดร.บรรเจอดพร)
สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ กทม. ๑๐๓๐๐
โทร. ๐๒-๒๘๐-๕๕๖๐ โทรสาร ๐๒–๒๘๑–๕๒๑๖
อีเมล์ moralproject@gmail.com
ศูนย์ประสานงานด้านการเงินและบัญชี
มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ (คุณโชติกา)
๙/๙ หมู่๕ ซอย๓๓ ถ.พระราม๒ แขวงท่าข้าม
เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ๑๐๑๕๐
โทร. ๐๒-๘๔๐-๒๕๐๑-๔
โทรสาร. ๐๒-๘๗๐-๗๕๑๔
Website โครงการประกวดโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ: http://www.moralproject.net

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง จรวดขวดน้ำ

โครงงานวิทยาศาสตร์
เรื่อง จรวดขวดน้ำ




จัดทำโดย
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/...... กลุ่ม ..5B…
1. ด.ช./ด.ญ. ..................................................... เลขที่/ตอน.........
2. ด.ช./ด.ญ. ..................................................... เลขที่/ตอน.........
3. ด.ช./ด.ญ. ..................................................... เลขที่/ตอน.........
4. ด.ช./ด.ญ. ..................................................... เลขที่/ตอน.........
5. ด.ช./ด.ญ. ..................................................... เลขที่/ตอน.........
6. ด.ช./ด.ญ...................................................... เลขที่/ตอน.........





งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์(รหัสวิชา ว 32101)
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550
โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม




โครงงานวิทยาศาสตร์
เรื่อง ..................................................................

จัดทำโดย
กลุ่มที่ ...1A......
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/......

1. ด.ช./ด.ญ. ..................................................... เลขที่/ตอน.........
2. ด.ช./ด.ญ. ..................................................... เลขที่/ตอน.........
3. ด.ช./ด.ญ. ..................................................... เลขที่/ตอน.........
4. ด.ช./ด.ญ. ..................................................... เลขที่/ตอน.........
5. ด.ช./ด.ญ. ..................................................... เลขที่/ตอน.........
6. ด.ช./ด.ญ...................................................... เลขที่/ตอน.........

ครูที่ปรึกษาโครงงาน
นางสุนันทา ยมหล้า











บทคัดย่อ

ให้อธิบายเกี่ยวกับที่มาและความสำคัญ จุดมุ่งหมาย วิธีการทดลอง ผลการทดลอง สรุปผลการทดลอง ประโยชน์ที่ได้จากการทำโครงงาน พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ อย่างย่อ ๆ ไม่เกิน 15 บรรทัด




























กิตติกรรมประกาศ

เป็นการกล่าวคำขอบคุณ ผู้ที่ให้การสนับสนุน คำแนะนำ พร้อมทั้งให้ความอนุเคราะห์ทุกอย่างตั้งแต่เริ่มทำจนโครงงานประสบผลสำเร็จ


คณะผู้จัดทำ
กลุ่ม............... ม.2/.....
























สารบัญ

หน้า
บทคัดย่อ ก
กิตติกรรมประกาศ ข
บทที่ 1 บทนำ
1.1 ที่มาและความสำคัญ 1
1.2 จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า
1.3 สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า
1.4 ตัวแปรต่าง ๆ ของการศึกษาค้นคว้า
1.5 แผนปฏิบัติการ
บทที่ 2 บทเอกสารที่เกี่ยวข้อง
หลักการทางวิทยาศาสตร์ หรือ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 3 วัสดุอุปกรณ์และวิธีการประดิษฐ์
3.1 วัสดุอุปกรณ์
3.2 การประดิษฐ์จรวดขวดน้ำ
3.3 วิธีการทดสอบจรวดขวดน้ำ
บทที่ 4 ผลการทดลอง
ตารางบันทึกผลการทดลอง
บทที่ 5 อธิบายและสรุปผลการทดลอง
5.1 อภิปรายและสรุปผลการทดลอง
5.2 ประโยชน์ที่ได้รับ
5.3 ข้อเสนอแนะ(ถ้ามี)
บรรณานุกรม
ภาคผนวก





บทที่ 1
บทนำ


1.1 ที่มาและความสำคัญ



1.2 จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า

1. .....................
2. .....................
3. .....................
4. .....................

1.3 สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า



1.4 ตัวแปรต่าง ๆ ของการศึกษาค้นคว้า





1.5 แผนปฏิบัติการ

กิจกรรม กำหนดช่วงเวลาที่จะทำกิจกรรม
การศึกษาค้นคว้า
เขียนเค้าโครงของโครงงาน
ลงมือทำการทดลอง
วิเคราะห์ข้อมูล
เขียนรายงาน
บทที่ 2
บทเอกสารที่เกี่ยวข้อง
2.1 หลักการทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับจรวด

















บทที่ 3
อุปกรณ์และวิธีการทดลอง

3.1 วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการสร้างและทดสอบจรวดขวดน้ำ

1. ขวดน้ำอัดลม (เป็ปซี่) ขนาด 1.25 ลิตร จำนวน 10 ขวด
2. ............
4. .................
5. .................

3.2 วิธีการประดิษฐ์จรวดขวดน้ำ
1. .......................
2. ....................
3. ....................
4. ......................

3.3 วิธีการทดสอบจรวดขวดน้ำ
1. .......................
2. ....................
3. ....................
4. ......................









บทที่ 4
ผลการทดลอง

ตารางบันทึกผลการทดลอง
























บทที่ 5
การอภิปรายและสรุปผลการทดลอง

5.1 อภิปรายและสรุปผลการทดลอง


5.2 ประโยชน์ที่ได้รับ
1. ...............
2. .............


5.3 ข้อเสนอแนะ/ปัญหาอุปสรรค(ถ้ามี) บอกเป็นข้อ ๆ
1. ...............
2. .............



















บรรณานุกรม

สุนันทา ยมหล้า . แผ่นพับประกอบการสัมมนา เรื่อง การประดิษฐ์และการทดสอบจรวดขวดน้ำ 7 มิ.ย. 2550

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อาการไอ รู้สาเหตุก็รักษาให้หายได้

อาการไอ รู้สาเหตุก็รักษาให้หายได้


อาการไอ รู้สาเหตุก็รักษาให้หายได้ โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล


“โอย ไอแค้กๆ” ทีไรเหนื่อยจริงๆ คุณคงเคยบ่นกับตัวเองใช่ไหมว่ารู้สึกรำคาญมากทุกครั้งที่มีอาการไอใช่ไหมครับ แต่ถ้าคุณได้ทราบว่าการไอเป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายอย่างหนึ่งต่อสิ่งผิดปกติในทางเดินหายใจ มีความสำคัญอย่างมากเพื่อไว้เป็นกลไกป้องกันและกำจัดเชื้อโรค เสมหะหรือสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ อ่านบทความนี้จบคุณคงชอบใจที่มีอาการไอทุกๆครั้งแน่ๆครับ

ทำไมเราจึงมีอาการไอ

กลไกการเกิดอาการไอเริ่มจากการที่มีสิ่งกระตุ้นตัวรับสัญญาณการไอหรือมีสารระคายเคืองในบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง เริ่มตั้งแต่ช่องหูและเยื่อบุแก้วหู จมูก โพรงอากาศข้างจมูกหรือไซนัส โพรงหลังจมูก คอหอย ลงไปยัง กล่องเสียง หลอดลม ปอด กระบังลม และเยื่อหุ้มปอดในที่สุด นอกจากนี้ยังพบตัวรับสัญญาณการไอบริเวณเยื่อหุ้มหัวใจและกระเพาะอาหารอีกด้วย โดยจะรับการกระตุ้นผ่านไปทางเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 เป็นหลักไปยังศูนย์ควบคุมการไอ (cough center) ในสมองบริเวณเมดุลลาซึ่งจะมีการควบคุมลงมายังกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เช่น กล้ามเนื้อกระบังลม กล้ามเนื้อซี่โครง กล้ามเนื้อท้อง กล่องเสียง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลอดลม ทำให้เกิดการตีบแคบของหลอดลม ทำให้เกิดอาการไอ

อาการไอแบ่งได้กี่ชนิด

ถ้าแบ่งตามระยะเวลาของอาการไอ แบ่งได้

1.ไอฉับพลัน คือเริ่มมีอาการไอน้อยกว่า 3 สัปดาห์ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด โพรงไซนัสอักเสบฉับพลัน คอหรือกล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ โรคถุงลมโป่งพอง ปอดอักเสบ การที่มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลม หรืออยู่เฉยๆคุณเองหายใจสัมผัสกับสารระคายเคืองในอากาศในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ กลิ่นสเปรย์ แก๊ส มลพิษทางอากาศ

2. ไอเรื้อรัง มีอาการไอนานมากกว่า 3 ถึง 8 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เกิดจากโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบเรื้อรังแล้วมีน้ำมูกไหลลงคอ โรคหืด โรคกรดไหลย้อน (GERD) การใช้เสียงมากทำให้เกิดสายเสียงอักเสบเรื้อรัง เนื้องอกบริเวณคอ กล่องเสียงหรือหลอดลม โรคของสมองส่วนที่ควบคุมการไอ โรควัณโรคปอด รวมทั้งผลข้างเคียงจากการรับประทานยารักษาความดันโลหิตสูงกลุ่ม angiotensin-converting enzyme inhibitor (ACE-I)

ไอนานๆจะมีผลเสียมากกว่า

การที่ไอมากๆ อาจทำให้เสียบุคลิกภาพในการอยู่ร่วมในสังคม เนื่องจากทำให้เป็นที่รำคาญหรือเป็นที่รังเกียจของผู้อื่นและยังอาจแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ บางครั้งก็จะไปรบกวนการรับประทานอาหารรวมทั้งการนอนหลับ ในกรณีที่ผู้ป่วยอายุมากแล้วมีการไอมากๆรุนแรง อาจทำให้กระดูกอ่อนซี่โครงหักได้ รวมทั้งทำให้ถุงลมหรือเส้นเลือดฝอยในปอดแตก ออกสู่โพรงเยื่อหุ้มปอด เกิดอาการหอบเหนื่อยและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากในคนไข้ที่มีการผ่าตัดตาและหู เช่น การผ่าตัดต้อกระจก การไอ อาจทำให้เลนส์แก้วตาเทียมที่ใส่ไปในลูกตาหลุดออกได้ หรือการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหู การไอมากๆอาจทำให้เยื่อแก้วหูเทียมที่วางไว้เคลื่อนที่ออกมาได้

เมื่อมีอาการไอไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุให้ได้

เมื่อคุณไปพบแพทย์จะมีการซักประวัติ ตรวจร่างกายในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง และอาจส่งตรวจเพิ่มเติมเช่น ส่งตรวจภาพถ่ายรังสีของโพรงไซนัสและปอด การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินหายใจ การตรวจเสมหะ การตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด

รู้ต้นเหตุก็รักษาอาการไอให้หายได้

การรักษาที่ดีที่สุดก็คือต้องหาสาเหตุของไอให้ได้และรักษาตามสาเหตุ

· ถ้าผู้ป่วยไอจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนหรือล่าง เช่น หวัด หลอดลมอักเสบ และมีอาการไอไม่มากนัก การรักษาเบื้องต้นจะให้ยาบรรเทาอาการไอไปก่อน
· กรณีที่ไอมีเสมหะที่เหนียวข้นมาก จะถูกขับออกจากหลอดลมได้ยากโดยการไอ การให้ยาละลายเสมหะจะช่วยให้เสมหะถูกขับออกได้ง่ายขึ้น บรรเทาอาการไอได้ดีกว่า แต่หากผู้ป่วยได้รับยาดังกล่าวแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาและรักษาตามสาเหตุ
· หากคนไข้มีอาการของการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ซึ่งทราบได้โดยดูจากเสมหะมีสีเหลืองหรือเขียว ถึงเวลาที่แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย

การปฏิบัติตนขณะมีอาการไอให้หายเร็วขึ้น

· หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้ไอมากขึ้น เช่น สารเคมี ควันบุหรี่ ฝุ่น มลพิษทางอากาศ สารก่ออาการระคายเคืองต่างๆ
· ระวังตัวเมื่อสัมผัสอากาศเย็นๆ โดยเฉพาะแอร์หรือพัดลมเป่า การดื่มหรืออาบน้ำเย็น การรับประทานไอศกรีม หรืออาหารที่ระคายคอ เช่น อาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน เนื่องจากอากาศที่เย็นสามารถกระตุ้นหลอดลมทำให้หลอดลมหดตัวทำให้มีอาการไอมากขึ้นได้
· ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอขณะนอน เช่น นอนห่มผ้า ถ้าจะให้ดี ควรใส่ถุงเท้าเวลานอนด้วย ในกรณีที่ไม่ชอบห่มผ้าหรือห่มแล้วชอบสะบัดหลุดโดยไม่รู้ตัว ควรใส่เสื้อหนาๆ หรือใส่เสื้อเข้านอน
· ปิดปากและจมูกเวลาไอ ด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู
· ล้างมือทุกครั้งถ้าใช้มือป้องปากเวลาไอ
· ควรดื่มน้ำอุ่นมากๆ ผู้ที่สูบบุหรี่ควรหลีกเลี่ยงหรืองดการสูบบุหรี่

การป้องกันอาการไอ

· ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท ทั้งผักและผลไม้ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอหรือเล่นกีฬาเป็นประจำ
· หลีกเลี่ยงความเครียดและการสัมผัสอากาศที่เย็นมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
· อยู่ห่างจากผู้ที่ไม่สบาย เนื่องจากอาจรับเชื้อโรคจากบุคคลที่ติดเชื้อได้

แหล่งข้อมูล

Melissa Conrad Stöppler, www.medicinenet.com, Cold, Flu, Allergy Treatments

พญ. ประภาพร พรสุริยะศักดิ์ สมาคมโรคภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยาแห่งประเทศไทย, อาการไอ

Cough, www.medicinenet.com

รูปประกอบจากอินเตอร์เนท

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Category Archives: General Games Genre

Category Archives: General Games Genre

Full Game Downloads free Combo chaos

Combo chaos 265x132 Full Game Downloads free Combo chaos pictureWhen playing combo chaos, put your brain to the test with this fast-paced game. Track down matching images to clear the screen before it fills up.

There are only a few power-ups to help you, but you have to rely on your memory (and a little luck) to succeed. Now, where was that other clover

Download games

Tags:

combo chaos

Full Game Downloads Free Terms and Conditions of Use

Read Full Game Download Free Terms and Conditions of Use before you download free games on this site!.

1. Terms

By accessing this web site, you are agreeing to be bound by these web site Terms and Conditions of Use andPrivacy Policy, all applicable laws and regulations, and agree that you are responsible for compliance with any applicable local laws.

If you do not agree with any of these terms, you are prohibited from using or accessing this site. The materials contained in this web site are protected by applicable copyright and trade mark law.

Tag Cloud
  • Birthday Invitations
  • Game Developments
  • Gta san andreas
  • Free online birthday cards
  • Download Free
  • Free software downloads

Search for content in this blog.